ชมรมศึกษาผลงานวิทยากร เชียงกูล

มีนาคม 25, 2005

ของนอก : นมแก้วเดียว (Good story)

Filed under: ความรัก — witclub @ 8:37 am

เมื่อเด็กชายที่เดินเร่ขายของตามบ้านเพื่อน หวังเก็บเงินไว้เป็นทุนรอน
สำหรับเล่าเรียนหนังสือ พบว่าตัวเองมี เงินเหลือติดตัวเพียง 10 เซนต์ เขา
ก็บังเกิดความหิวขึ้นมาตหงิดๆ จึงตัดสินใจที่จะบากหน้าเดินไปขอข้าวจาก
บ้านหลังถัดไป และแล้ว เขาก็รู้สึก ประหม่าเมื่อมีอันต้องเผชิญหน้ากับสาว
น้อยน่ารักที่ลุกขึ้นมาเปิดประตูบ้าน

เมื่อดูจากท่าทางอันหิวโซของเด็กชาย หญิงสาวจึงยื่นนมให้แก้ว
หนึ่ง เด็กน้อยค่อยๆ ดื่ม แล้วถามว่า “จะให้ผมจ่ายตังค์เท่าไรดีครับ” “ไม่หรอกจ๊ะ..
เธอไม่ต้องจ่ายอะไรฉันหรอก” สาวน้อยตอบ “คุณแม่สอนฉันเสมอว่าไม่ให้
รับเงินจากน้ำใจที่เราได้แสดงออกไปให้กับคนอื่น”
“ถ้าอย่างนั้น หนูก็ขอบคุณ
จากใจนะครับ” เขาตอบ เมื่อ พ่อหนูเฮาวาร์ด เคลลี่ เดินจากบ้านหลังนั้น
ไป เขามิเพียงแต่รู้สึกว่า ร่างกายมีกำลังวังชาขึ้น หากแต่ความเชื่อมั่นในพระ
เจ้าและในมนุษย์ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย.
.. มิไยว่าก่อนหน้านั้นเขาจะรู้สึกหมด
ศรัทธาในทั้งสองสิ่งนี้ไปแล้วก็ตาม
กาลเวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่ปรากฏ หญิงสาวผู้นั้นได้ล้มป่วย ลง คุณ
หมอในโรงพยายาลท้องถิ่นหมดหนทางจะเยียวยา จึงส่งเธอไปยังเมือง
ใหญ่ที่มีคุณหมอเฉพาะทางเพื่อรักษาโรคที่ไม่ค่อยได้พบเจออย่างนี้ คุณหมอเฮา
วาร์ด เคลลี่ ถูกเรียกตัวมาเพื่อให้คำปรึกษาเคสนี้ เมื่อเขาได้ยินชื่อเมืองที่ผู้
ป่วยถูกส่งมา ถ้าคุณสังเกต จะเห็นว่ามีประกายตาแปลกๆ อยู่ในดวงตาคู่นั้น
ทันใดนั้น เขารีบลุกขึ้นและเดินตรงไปยังห้องพักของเธอ พลางสวมเสื้อกาวน์
ไปด้วย… เขาสามารถจดจำเธอได้ในทันที…
เมื่อกลับไปยังห้องทำงาน เขาก็พยายามหาหนทางที่ดีที่สุดเพื่อ รักษา
ชีวิตของเธอ นับจากวันนั้น คุณหมอก็เพียรดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วย รายนี้เป็น
พิเศษ… หลังจากที่ยื้อยุดฉุดกระชากกับโรคร้ายอยู่พักใหญ่
ในที่สุดเขาก็ได้รับ ชัยชนะ
แล้วคุณหมอเคลลี่ก็ขอให้ฝ่ายการเงินของโรงพยาบาลส่งใบเรียกเก็บเงิน
ของผู้ป่วยรายนี้มาให้เขาพิจารณาอนุมัติ
เขาเขียนอะไรสองสามตัวลงบนขอบกระดาษใบนั้น แล้วฝากเจ้าหน้าที่
ส่งผ่านไปยังผู้ป่วย เมื่อใบเรียกเก็บเงินเดินทางมาถึง เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึก
กลัว ด้วยมั่นใจว่า ตัวเลขคงสูงมากจนเธออาจต้องใช้เวลาที่เหลือในชีวิตนี้
ชดใช้ค่ารักษาพยาบาลในครานี้ ถึง ที่สุดแล้ว เธอก็เปิดออกดู…
พบอะไรบางอย่างที่ดึงความสนใจของเธอมาอยู่ตรงขอบๆ กระดาษแผ่นนั้น เธอ
อ่านได้ใจความว่า “จ่ายหมดแล้วด้วยนมหนึ่งแก้ว” พร้อมกับลงชื่อกำกับไว้
หญิงผู้นี้อดไม่ ได้ที่จะหลั่งน้ำตาด้วยความชื่นชมยินดี ขณะหัวใจอันเปี่ยมสุข
อธิษฐานว่า

“ขอบคุณพระเจ้าที่ได้แผ่ความเมตตาของพระองค์มายังหัวใจ และอุ้งมือ
ของผู้คนบนโลกนี้”

ผู้เขียน : นิรนาม
ผู้แปล : แบ่งปัน
โดยคุณ : นิรนาม -

บททดสอบระดับความเป็นเพื่อน

Filed under: ความรัก — witclub @ 8:37 am

มี 2 คำถาม
1.. ทดสอบระดับความต้องการเพื่อน
2.. ทดสอบระดับการตอบแทนเพื่อน

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••
ทดสอบระดับความต้องการเพื่อน
1.. คุณชอบไปชมภาพยนต์คนเดียว?
ใช่ไปที่ข้อ 2
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 6
2.. ชอบความครื้นเครงสนุกสนาน?
ใช่ไปที่ข้อ 7
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 3
3.. ชอบเขียนจดหมายถึงเพื่อน?
ใช่ไปที่ข้อ 8
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 4
4.. ชอบไปไหนมาไหนเพียงคนเดียว?
ใช่ไปที่ข้อ 5
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 9
5.. ชอบทานข้าวคนเดียว?
ใช่ไปที่ข้อ 10
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 9
6. เมื่อไปทานข้าวนอกบ้านต้องมีคนเป็นเพื่อน?
ใช่ไปที่ข้อ 11
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 7
7.. ไม่มีเพื่อนที่รู้ใจ?
ใช่ไปที่ข้อ 12
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 8
8.. เมื่ออารมณ์ไม่ดีมักจะไปหาเพื่อน?
ใช่ไปที่ข้อ 13
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 9
9. ชอบพูดคุยเล่นทางโทรศัพท์?
ใช่ไปที่ข้อ 14
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 10
10. ชอบเดินเล่นคลายกลุ้มคนเดียว?
ใช่ไปที่ข้อ 15
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 14
11.. ชอบนั่งคิดคนเดียว?
ใช่ไปที่ข้อ 12
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 16
12. ต้องการความรู้สึกปลอดภัยมาก?
ใช่ไปที่ข้อ 17
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 13
13. มีของดี ๆ ต้องแบ่งกัน?
ใช่ไปที่ข้อ 18
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 14
14.. หวังอยากให้ฝ่ายตรงข้ามสนใจคุณ?
ใช่ไปที่ข้อ 18
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 19
15.. เบื่อหน่ายเพื่อนที่มารบกวนถึงบ้าน?
ใช่ไปที่ข้อ 20
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 19
16.. เรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กต่างๆ ต้องหาเพื่อน?
ใช่ไปที่ข้อ A
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 17
17.. คิดจะไปหาเพื่อนก็กลัวถูกปฎิเสธ?
ใช่ไปที่ข้อ B
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 18
18.. ต้องพบหน้าเพื่อนทุกวัน?
ใช่ไปที่ข้อ B
ไม่ใช่ไปที่ข้อ C
19.. พยายามที่จะไม่ไปรบกวนผู้อื่น?
ใช่ไปที่ข้อ 20
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 18
20. ไม่ยืมเงินผู้อื่นโดยเด็ดขาด?
ใช่ไปที่ข้อ D
ไม่ใช่ไปที่ข้อ A

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••
::::: A ::::: ประเภทพึ่งพาอาศัย :::::
คุณชอบไปไหนมาไหนกับเพื่อน
ไม่ว่าจะไปชมภาพยนต์หรือไปชอปปิ้ง
คุณต่างชอบให้มีใครอยู่เป็นเพื่อนคุณ โดยเฉพาะในขณะที่อารมณืคุณดี
หรือไม่ดี คุณยิ่งต้องการให้เพื่อน ๆ อยู่ข้างๆ
โดยปกติคุณจะเป็นคนที่ไม่ รู้สึกว่าต้องพึ่งพาอาศัยเพื่อน
เพียงแต่มีความรู้สึกว่า ตนเองเป็นคนโชคดี ที่มีเพื่อนดี ๆ
มากมายเช่นนี้ แต่ถ้าวันใดที่คุณทะเลาะกับเพื่อนหรือติดธุระ
ไปไหนกับเพื่อนไม่ได้คุณจะรู้สึกโดดเดี่ยว เงียบเหงาอย่างยิ่ง
ขณะนี้คุณจึง ยอมรับว่าคุณเป็นประเภทพึ่งพาอาศัยเพื่อน

::::: B ::::: ประเภทเปล่าเปลี่ยวใจ :::::
ความเปล่าเปลี่ยวใจ คือโรคจิตของคุณชนิดหนึ่ง
และคือโรคประจำตัวของคุณ ภายในใจของคุณ กลัวถูกเพื่อน ๆ
หรือหมู่คณะทอดทิ้ง ด้วยเหตุนี้ คุณจึงพยายาม รักษาสัมพันธ์ที่ดี
กับทุก ๆ คนไม่กล้าทำให้ผู้อื่น โกรธเคือง เพราะอะไรจึงเป็น เช่นนี้
อาจเป็นเพราะว่า คุณขาดความเชื่อมั่น ในตนเอง เพราะฉนั้นจึงต้องการ
ให้ผู้อื่นให้ความมั่นใจแก่คุณ ด้วยเหตุนี้ แม้ความเคลื่อนไหวบางอย่าง
ที่คุณไม่ ชื่นชอบ แต่คุณก็ต้อง จำใจเข้าร่วม มิเช่นนั้น
คุณก็จะเกิดความรู้สึก ไม่สบายใจ ทางด้านมนุษยสัมพันธ์ อาจกล่าวว่า
คุณไม่มีความรู้สึกปลอดภัย และเป็นคน ไม่มีบุคลิกภาพ

::::: C ::::: ประเภทระบายความในใจ :::::
ในชีวิตแห่งความเป็นจริงคุณมีอิสระมาก
แต่ว่าทางด้านจิตใจคุณยังต้องการ ความสนับสนุนจากเพื่อน
ปกติอยู่คนเดียว คุณจะไม่รู้สึกเหงา การเคลื่อนไหว ก็อิสระ
ไม่ได้พบหน้าเพื่อนที่ดี เดือนสองเดือน ก็ไม่รู้สึกเงียบเหงา
แต่พวกคุณ ยังคงรักใคร่ สนิทสนมกันเหมือนเดิม
บางครั้งมีธุระหรือไม่สบายใจ พวกคุณ ก็นัดพบปะพูดคุยกัน
ถ้าหากอยู่ห่างกัน ไม่สะดวกในการนัดพบ ก็ติดต่อกันทาง
โทรศัพท์หรือจดหมาย แม้ว่าจะไม่ได้พบหน้ากันแต่พลังจิต
ที่ได้รับอาจได้ มากกว่าพบหน้ากันทุกวัน คุณจึงไม่ต้อง
อยู่กับเพื่อนคุณทุกวัน รูปแบบของการ พบเพื่อนประเภทคุณคือ
ต่างคนต่างอยู่ แต่จิตใจทะลุถึงกัน คือคนประเภทระบาย ความในใจ

::::: D ::::: ประเภทอิสระเสรี :::::
คุณคือแบบอย่างของคนใจเพชร
คุณไม่ชอบให้ผู้อื่นติดสอยห้อยตาม คุณคือคนปิดตัวเอง คุณไม่เอ่ยปาก
ขอความช่วยเหลือ จากเพื่อนง่าย กล่าวทางด้านจิตใจของคุณ
คุณมักจะรู้สึก การเป็นหนี้บุญคุณ เป็นการ ที่เสียใจมาก
และเป็นการลดคุณค่า ของตัวเองให้ต่ำลง ผู้คนที่ไม่เข้าใจ คุณจะคิดว่า
คุณเป็นคนมีนิสัยสันโดษ และเอาแต่ใจตัวเอง แต่ผู้คนที่เข้า
ใกล้คุณมักจะชมเชย ความเด็ดเดี่ยวของคุณ นิสัยและชีวิตของคุณมี
เสน่ห์รัดตรึงใจมาก

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••
ทดสอบระดับการตอบแทนเพื่อน
1.. ให้เพื่อนยืมเงินโดยไม่มีเงื่อนไข?
ใช่ไปที่ข้อ 6
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 2
2.. ไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณเพื่อน?
ใช่ไปที่ข้อ 7
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 3
3.. สนใจฐานะของเพื่อนมาก?
ใช่ไปที่ข้อ 8
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 4
4.. ช่วยเหลือเพื่อนยามยาก?
ใช่ไปที่ข้อ 9
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 5
5.. เอาตัวรอดก่อน?
ใช่ไปที่ข้อ 10
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 9
6.. ไม่บีบบังคับเพื่อน?
ใช่ไปที่ข้อ 7
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 11
7.. ไม่ช่วยเพื่อนเรื่อยเปื่อย?
ใช่ไปที่ข้อ 12
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 8
8.. คิดตริตรองโดยละเอียดก่อนช่วยเหลือเพื่อน?
ใช่ไปที่ข้อ 13
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 9
9.. ไม่สนใจเรื่องของพื่อน?
ใช่ไปที่ข้อ 14
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 10
10.. พูดแต่คำว่าไม่มีเงิน?
ใช่ไปที่ข้อ 15
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 14
11.. เจ็บแค้นแทนเพื่อน?
ใช่ไปที่ข้อ 16
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 12
12.. บุญคุณต้องทดแทน?
ใช่ไปที่ข้อ 17
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 13
13.. ให้ผู้อื่นยืมเงินต้องมีการเซ็นสัญญา?
ใช่ไปที่ข้อ 18
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 14
14.. ไม่ว่าเรื่องอะไรต้องคิดถึงตนเองก่อน?
ใช่ไปที่ข้อ 19
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 15
15.. หวังอยากให้เพื่อนช่วยโดยไม่มีเงื่อนไข?
ใช่ไปที่ข้อ 20
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 19
16.. ยอมเสียสละเพื่อเพื่อน?
ใช่ไปที่ข้อ A
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 17
17.. ช่วยเพื่อนด้วยความสมัครใจ?
ใช่ไปที่ข้อ B
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 18
18.. การช่วยเหลือต้องมีผลตอบแทน?
ใช่ไปที่ข้อ C
ไม่ใช่ไปที่ข้อ 19
19.. ผิดใจกับเพื่อนเพราะเรื่องเงินๆ ทองๆ?
ใช่ไปที่ข้อ 20
ไม่ใช่ไปที่ข้อ A
20.. อาจทำลายคนเพราะเรื่องเงินทอง?
ใช่ไปที่ข้อ D
ไม่ใช่ไปที่ข้อ B

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••
::::: A ::::: ประเภทสละชีวิต :::::
คุณเป็นคนที่ เห็นเรื่องของเพื่อน เป็นเรื่องสำคัญ
แต่สำหรับเรื่องของตนเอง กลับเป็นเรื่องไม่สำคัญ คุณมีความรู้สึกว่า
ระหว่างเพื่อน ความซื่อสัตย์เป็น สิ่งสำคัญ ขอเพียงแต่มีความซื่อสัตย์
ก็จะมีเพื่อนรู้ใจ ด้วยเหตุนี้ คุณจะไม่ปฎิเสธ คำขอร้องจากเพื่อน
และเป็นคนไม่หวังสิ่งตอบแทน การตอบแทนของคุณ สูงมาก คุณอาจจะยืมเพื่อน
10 บาทแต่จะคืน 20 บาท เพื่อแสดงให้เห็น ความขอบใจของคุณ
เพื่อนเพียงแต่ช่วยเหลือคุณ เล็กๆ น้อยๆ คุณจะจดจำ และเฝ้ารอโอกาส
ที่จะตอบแทน และแม้เพื่อน มีความลำบาก คุณจะเข้าช่วยเหลือ
อย่างเต็มกำลัง

::::: B ::::: ประเภทตอบแทน :::::
คุณเป็นคนที่ มีความแค้นต้องแก้แค้น มีบุญคุณต้องทดแทน
โดยปรกติ หากคุณไม่มีบุญคุณ ความแค้น กับใคร คุณจะไม่เข้าไปยุ่งด้วย
หากเป็นผู้มีบุญคุณกับคุณ คุณจะช่วย คุณจะคิดตริตรองว่า จะช่วยอย่างไร
จึงจะเหมาะสม คุณจะไม่ตอบแทน อย่างสุดจิตสุดใจ คุณเป็นผู้แบ่งดำและขาว
อย่างชัดเจน แต่ก็เป็น การช่วยเหลืออย่างมีเงื่อนไข แม้ว่าผู้มีพระคุณ
เคยช่วยชีวิตคุณ แต่คุณก็จะไม่ เสียสละชีวิตช่วยเขา กล่าวโดยทั่วไป
ระดับการตอบแทนของคุณคือ ช่วยครั้งหนึ่ง ตอบแทนครั้งหนึ่ง
ไม่มีขาดมีเกิน

::::: C ::::: ประเภทตามสภาพความเป็นจริง :::::
สำหรับคุณแล้ว ความหมายของคำว่าเพื่อน ไม่ต่างจาก
การประกันภัย หรือออมทรัพย์ คุณคิดระหว่างเพื่อน
เงินทองต้องไหลไปไหลมา และต่างฝ่ายต่างก็ใช้ เป็นเครื่องมือ
ของกันและกัน ถ้าหากเพื่อนของคุณ ชื่อเสียงเสียหมด ไม่มีเงินทองเลย
หากช่วยเขา เงินทองต้องเสียเปล่าแน่ๆ แน่นอน คุณจะไม่ช่วยเหลือเขา
ไม่ว่าเขาจะมีบุญคุณกับคุณ คุณก็จะไม่คิดถึงมัน ตรงกันข้าม
ถ้าหากเพื่อนคนนั้น มีค่าตอบแทนสูง คุณก็จะช่วยเหลือเขา ด้วยความยินดี
คุณเป็นคนที่ เหมาะจะประกอบการค้า ปัญหาอยู่ที่ว่า
คุณถือมิตรภาพเป็นการค้า สักวัน คุณต้องกระทืบเท้า
ด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจ

::::: D :::: ประเภทเห็นแก่ตัว :::::
ความคิดและการกระทำของคุณ มักทำให้ผู้อื่นโกรธแค้น
แน่นอน คุณย่อมมีคำพูดของคุณ เช่น ไม่ทำเพื่อตนเองแล้ว จะทำเพื่อใคร
ในสมอง คิดแต่ผลประโยชน์ของตนเอง คนทั้งโลกตายหมด
ไม่เป็นไรขอคุณมีชีวิตอยู่ ด้วยเหตุนี้ คุณมีแต่ขอความช่วยเหลือ
จากผู้อื่น แต่คุณไม่เคยช่วยเหลือใคร ระดับความตอบแทนเพื่อน
ของคุณคือศูนย์ บางครั้ง นอกจากจะไม่ช่วยเหลือใครแล้ว ยังดึงเขา
มารับเคราะห์แทนอีก

..friends..เพื่อนแท้ๆๆ…

Filed under: ความรัก — witclub @ 8:36 am

เพื่อนทั่วไปไม่เคยเห็นคุณร้องไห้
เพื่อนแท้มีหัวไหล่ไว้คอยซับน้ำตาคุณ
เพื่อนทั่วไปจะไม่รู้ชื่อพ่อแม่ของคุณ
เพื่อนแท้จะมีเบอร์ของท่านไว้ในสมุดจดโทรศัพท์ของเขา

เพื่อนทั่วไปจะถือขวดไวน์ติดมือมางานปาร์ตี้ของคุณ
เพื่อนแท้จะมาแต่วันเพื่อช่วยเตรียมงาน

เพื่อนทั่วไปอยากคุยกับคุณถึงปัญหาของเขา
เพื่อนแท้อยากช่วยปัดเป่าปัญหาของคุณออกไป

เพื่อนทั่วไปจะพิศวงในเรื่องโรแมนติกเก่าๆ
เพื่อนแท้สามารถเอาเรื่องนี้มาอำคุณได้

เพื่อนทั่วไปเวลามาเยี่ยมคุณจะทำตัวเยี่ยงแขก
เพื่อนแท้จะตรงรี่ไปเปิดตู้เย็นและบริการตนเอง

เพื่อนทั่วไปคิดว่ามิตรภาพจบลงเมื่อเกิดการทะเลาะถกเถียง
เพื่อนแท้รู้ดีว่านั่นจะมิใช่มิตรภาพ จนกว่าคุณได้เคยวิวาทกัน

เพื่อนทั่วไปคาดหวังให้คุณอยู่เคียงข้างเขาเสมอ
เพื่อนแท้คาดหวังที่จะอยู่เคียงคุณตลอดไป

เพื่อนทั่วไปจะอ่านข้อความนี้แล้วโยนลงถังขยะ
เพื่อนแท้จะเฝ้าส่งต่อๆไป จนกว่าจะมั่นใจว่ามันได้ถึงมือผู้รับ

ส่งผ่านให้ใครก็ได้ที่คุณห่วงใย
หากคุณได้รับมันกลับมา นั่นหมายว่าคุณได้พบเพื่อนแท้แล้ว

สิ่งรอบข้างของชีวิต

Filed under: ความรัก — witclub @ 8:35 am

วันหนึ่งสามีของคุณครูของผมมาพลันจากไปอย่างกระทันหันด้วย โรคหัวใจล้มเหลว ประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่สามีเสียชีวิตคุณครูได้แบ่งปัน ประสบการณ์ให้พวกเราฟัง

บ่ายวันนั้นแสงแดดสาดเข้ามาในห้องเรียน ขณะที่ชั้นเรียนจวนเจียนจะ
เลิกเต็มทีเธอเลยถือโอกาสเก็บข้าวของวางไว้ตรงมุมหนึ่งของโต๊ะ นั่งลง แล้ว
พูดกับนักเรียนด้วยท่าทีอันอ่อนโยนว่า “ก่อนที่จะเลิกชั้นเรียนในวันนี้ ครูอยาก
จะแบ่งปันอะไรอย่าง หนึ่งกับพวกเธอ แม้ว่าสิ่งที่ครูบอกมันจะไม่เกี่ยวข้องกับ
บทเรียนเลยก็ตามที แต่ครูก็คิดว่ามันเป็นเรื่อง สำคัญมากเพราะทุกคนที่อยู่
บนโลกนี้ เกิดมาเพื่อที่จะเรียนรู้ เพื่อแบ่งปัน เพื่อรัก เพื่อชื่นชมและเพื่อรู้จัก
เสียสละ ไม่มีใครที่จะหยั่งรู้ว่าประสบ- การณ์อันวิเศษเหล่านี้จะมลายหายไป
เมื่อใดแน่ละมันอาจไปจากคุณได้ทุกขณะจิตบางทีนี่อาจจะเป็นวิถีทางของ
พระเจ้าที่จะบอกให้เราตระหนักถึงคุณค่าของเวลาทุกวี่วัน” ถึงตอนนี้ น้ำตา
ของคุณครูเริ่มเอ่อ แต่เธอยังคงกล่าวต่อไปว่า

“ฉะนั้น ครูอยากให้พวกเธอสัญญากับครูข้อหนึ่ง นับจากนี้ไป ระหว่าง
ทางที่เธอเดินทางมาโรงเรียนหรือกลับบ้าน ขอให้เธอสังเกตสิ่งที่รายล้อมตัว
เอง มันไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่เรามองเห็นได้ มันอาจจะเป็นเพียงกลิ่นสัมผัส
อย่างกลิ่นหอมของขนนปังอบที่โชยมาจากบ้านหลังหนึ่ง หรืออาจจะเป็นเสียง
สายลมเบาๆ ที่ทำให้ใบไม้ส่งเสียงกรอบแกรบ หรืออาจจะเป็นแสงแรกของ
ตะวันที่ทอแสงไปยังใบไม้แล้วใบไม้นั้นก็ค่อยๆ ร่วงลงสู่พื้นดิน ทั้งหมดนี้ คือ
สิ่งที่ครูอยากให้พวกเธอได้รู้จักมองและเฝ้าทะนุถนอมมัน แม้ว่ามันอาจจะฟัง
ดูซ้ำซากแต่สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุผลของ การดำรงชีวิต เป็นสิ่งที่จะทำให้เรามี
ความสุข เป็นสิ่งที่เราได้มาเปล่าๆ แต่ บัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะให้คุณค่ากับ
สิ่งเหล่านี้ เพราะไม่แน่ว่า มันอาจไป จากเราเมื่อใดก็ได้”
คุณครูกล่าวในที่สุด

วินาทีนั้นทั้งชั้นเรียนเงียบกริบ พวกเราต่างเก็บหนังสือและแยกย้าย กัน
ไปอย่างเงียบๆ บ่ายวันนั้น ฉันได้สังเกตสิ่งละอันพ้นละน้อยรายทาง ทั้งๆ ที่
ตลอดภาคเรียนนั้น ฉันแทบจะไม่เคยให้ความสำคัญกับมันมาก่อนเลย

ผู้เขียน : นิรนาม
ผู้แปล : แบ่งปัน

ความรัก ในหลายมิติ

Filed under: ความรัก — witclub @ 8:34 am

.เค้าว่าเรื่อง “ความรัก” ไม่มีคำว่าถูกและผิด
คุณไม่ผิดที่ไปรักเค้าคนนั้น
และเค้าเองก้อคงไม่ผิดที่ไม่ได้รักคุณ
ในทางตรงข้าม
คุณไม่ผิดที่ไม่ได้รักเค้าคนนั้น
และเค้าก้อไม่ผิดที่มารักคุณเช่นกัน

การห้ามใจไม่ให้รักนั้นยากนัก
แต่คงเทียบไม่ได้กับการห้ามใจให้ลืมรักเพราะย่อมยากกว่า
คุณอาจทำได้เมื่อมีใครอีกคนก้าวเข้ามาในชีวิตคุณ
แต่มันคงไม่ง่าย
ถ้าคุณต้องหักใจให้ลืมในขณะที่คุณอยู่คนเดียว
เค้าว่าการชนะใจตัวเองนั้นอาจดีและมีค่าที่สุด
แต่ในเรื่องความรัก
การชนะใจคนที่เรารักนั้นอาจย่อมมีค่ากว่า
แต่มันอาจมีค่ากว่านั้น
ถ้าคุณสามารถชนะใจตัวเองที่จะปฏิเสธกับความรักที่
ย้อนมาหาคุณ
และมันอาจมีค่าที่สุด
ถ้าคุณยอมที่จะ “แพ้”
ใจตัวเองเพื่อจะกลับไปหาความรักนั้น
………ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน
แต่อย่าลืมว่าบนโลกไม่ได้มีแค่เค้าทั้งคู่
อย่าโกรธเค้าที่ต้องปฏิเสธรักจากคุณ
ด้วยเหตุผลว่าเราเข้ากันไม่ได้
ด้วยเหุผลว่าสังคมเราต่างกัน
ด้วยเหตุผลว่าเค้ายังรักคุณอยู่
ด้วยเหตุผลว่าเค้ารักคนอื่นที่มีค่าพอกับคุณ
……..วิทยาศาสตร์อาจต้องการเหตุผล
แต่เรื่องความรักย่อมไม่ต้องการเหตุผลใดใด
คนดีอาจรักกับคนเลว
จงอย่าโทษเค้าว่าเค้ารักคนผิด
จงอย่าโทษเค้าว่าเค้ารักคนที่ไม่เอาไหน
และจงอย่าโทษตัวเองว่าเรารักคนที่ไม่ดี
เพราะสิ่งที่คุณทำนั้นถูกต้องแล้ว
จงเชื่อในสายตาของตัวเอง
จงเชื่อประตูหัวใจอันมีค่าที่เลือกจะเปิดรับเค้าคนนั้น
…….แม้ใครจะพูดว่าคู่ของเราเป็นคนไม่ดี
แต่ในแง่ของความรัก
คุณทั้งสองเป็นคนดีของกันและกัน
อย่าโกรธเค้าที่บางครั้งเค้ายอมเป็นคนตาบอด
อย่าโกรธเค้าที่บางครั้งเค้ายอมเป็นคนหูหนวก
บางครั้งการไม่เห็นและไม่ได้ยิน
เพื่อรักษาและถนอมความรักเอาไว้
ก็อาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
………..นิยามความรักแต่ละคนย่อมต่างกัน
ไม่แปลกที่บางคู่อาจทะเลาะกันทั้งวัน
ไม่แปลกที่บางคู่อาจหวานให้แก่กันได้ทั้งวัน
และไม่แปลกที่บางคู่ต่างเฉยชาต่อกัน
และก้อคงไม่แปลกเลยที่บางคู่อาจต่างกันราวฟ้ากับดิน
เพราะบางครั้งความรักคือ การเติมเต็ม
บางครั้งความรักคือ
การให้อภัย
แต่บางครั้งความรักอาจคือ การเสียสละและการแบ่งปัน
บางคนความรักอาจเป็น การดูแลและปกป้อง
อย่าไปคิดว่าทำไมคู่เราถึงไม่เหมือนคู่ของใครเค้า
อย่าไปคิดว่าคู่เราแปลกหรือเปล่า
อย่าไปสนใจว่าเราควรเปลี่ยนแปลงอะไรมั๊ย
ถ้าจะเปลี่ยน
ขอให้เพื่อรักมิใช่เพื่อเลิกรัก
จงดูแลความรักของคุณ..ก่อนที่จะไม่มีให้ดูแล

รองเท้า…กับ…ความรัก

Filed under: ความรัก — witclub @ 8:33 am

นิยามความรักของคุณคืออะไร
ส่วนของเรา…ความรัก ก็เหมือนกับ รองเท้า
รองเท้าแตะส่วนมากขายตามร้านทั่วไป

ดังนั้นเวลาเราไปเห็นก็ไม่เคยจะนึกสนใจ
มยให้ราคาถูกๆ
ก็ไม่เคยคิดจะซื้อ แต่พอจำเป็นเข้าจริงๆ
ก็ต้องไปซื้อมาแก้ขัดก่อนอยู่
&ีคนเสนอขาgt;ดี
รองเท้าบางคู่สบายใหม่ๆ อาจรู้สึกสบาย แต่ถ้าใส่นานๆ เข้า
อาจจะรู้สึกว่ารองเท้าคู่นี้ไม่เหมาะกับเรา
อยากจะถอดทิ้งเสียเหลือเกิน
รองเท้าบางคู่ลองใส่ที่ร้านแล้วรู้สึกแปลกๆ อาจมีบ้างที่คับไป
หรือ
หลวมไป
แต่ใครจะรู้ว่าบางทีพอใส่ไปซักพัก
หนังอาจจะขยายพอดีกับเท้าของเรา
จนรู้สึกว่าดีเหลือเกินที่ตอนนั้นตัดสินใจเลือกคู่นี้
รองเท้าบางคู่ ดูภายนอกอาจตลก
แต่รู้มั๊ยว่าบางทีเมื่อมันมาอยู่คู่กับเท้าของเรา
อาจจะทำให้ทั้งเท้าของเราและรองเท้าดูดีผิดหูผิดตาไป
ส่วนรองเท้าคู่ไหนที่เห็นคนอื่นใส่แล้วดูดี
ก็ไม่แน่เสมอไปว่ามาอยู่กับเราแล้วจะดีเหมือนอยู่กับคนอื่น

….เคยเจอมั๊ย…ใครที่มีรองเท้ามากมายเกินความจำเป็น
เขาเหล่านั้นก็คงจะไม่รู้ว่าคู่ไหนเป็นคู่โปรด
ตราบเมื่อเค้าได้เสียรองเท้าคู่นั้นไป
ซึ่งมันก็อาจจะสายไปเสียแล้วที่จะทวงคืน
….
แล้วรองเท้าตามโรงแรมล่ะ
รองเท้าสาธารณะเหล่านั้นที่ได้ผ่านเท้าของผู้คนมามากมาย
บางคู่อาจยัง
ใหม่
บางคู่อาจดูโทรม ส่วนบางคู่อาจจะนำพาโรคมาสู่ผู้ที่ใส่
แต่รองเท้าสาธารณะเหล่านี้ มีความเหมือนกันอยู่อย่างนึงคือ
ยากมากจนเรียกว่าแทบจะไม่มีเลย ที่จะมีคนมาขอซื้อเป็นเจ้าของ
นอกเสียจากซื้อไว้ดูเล่น ซึ่งก็จะไม่มีทางได้สัมผัสกับ
ความรัก
ระหว่างเจ้าของกับรองเท้า…เฮ้อ…น่าสงสาร….
…รองเท้าที่เหมาะกับเรา หาไม่ยาก และไม่ง่าย
แต่ถ้าเดินไปแล้วเจอคู่ที่ถูกใจ
อยากบอกว่า ให้รีบตัดสินใจซื้อ
ก่อนที่จะถูกคนอื่นมาชิงตัดหน้าไปก่อน

รองเท้าคู่นั้นอาจจะเป็นคู่เดียวในโลกที่เหมาะกับเรามากที่สุดก็ได้
ส่วนรองเท้าบางคู่ที่ไม่เหมาะกับเรา ใส่แล้วไม่รู้สึกสบาย
ขอแนะนำว่าอย่าพยายามใส่ต่อไปอีกเลย มีแต่จะทำให้เราทรมาน
เพราะในที่สุดเราก็ต้องโยนมันทิ้งไปอยู่ดี ..รองเท้าสมัยใหม่
ดูแล้ว
กิ๋บเก๋
แต่รองเท้าสมัยเก่าใส่แล้วก็ดูดีไปอีกแบบ
จะสมัยไหนก็ช่าง ขอให้ใส่แล้วสบายที่สุด
แล้วเมื่อเจอแล้วจงใส่มันอย่างถะนุถนอม
จะได้อยู่กับเราไปนานเท่านาน
แต่ที่แน่ๆ

คุณจะไม่มีวันได้รู้หรอกว่ารองเท้าคู่ไหนเหมาะกับคุณที่สุดจะเมื่อคุณได้
ลองใส
่เท่านั้น

..วันนี้คุณได้เจอรองเท้าที่คุณคิดว่าเหมาะกับคุณที่สุดหรือยัง….
พยายามเสาะหาต่อไปเถอะ

เราเชื่อว่าซักวันคุณจะได้เจอรองเท้าคู่ที่ดีที่สุดสำหรับคุณอย่างแน่
นอน…
…อย่าเลยนะ…อย่าพยายามเดินเท้าเปล่าเลย
เพราะบนถนนมีสิ่งที่เป็นอันตรายต่อเท้าของคุณมากมาย
หารองเท้าซักคู่มาใส่ป้องกันก่อนดีกว่า
แม้ว่าคู่นั้นอาจจะยังไม่ใช่คู่ที่ดีที่สุดสำหรับคุณก็ตาม….

ความสุขของ..การได้รัก….อย่างจริงใจ

Filed under: ความรัก — witclub @ 8:31 am

ได้รับบทความหนึ่งจากเพื่อนที่ดีมากๆคนหนึ่ง
เค้าส่งมาให้อ่าน
อ่านแล้ว น้ำตาจะไหล เฮ้อ………แปลกจริง เป็นบทความที่คงกินใจใครหลายคน
แต่ในขณะเดียวกันก็อาจ
ทำให้ความคิดบางสิ่งที่ดีๆ
ขึ้นมาในใจด้วยก็ได้

ใครบางคน บอกไว้ว่า ความรักเป็นสิ่งที่สวยงาม ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีน้ำตา
และไม่เคยทำร้ายใคร
แต่หากเมื่อไหร่ที่คุณรักใครแล้ว
คุณต้องร้องไห้
คุณเคยถามตัวคุณเองหรือไม่ว่า
” คุณรักเค้า จริงหรือเปล่า และรักอย่างไร “

คำตอบคือ คุณเท่านั้นที่รู้ แล้วล่ะ….

ความจริงก็คือ ในขณะที่เราคิดถึงคน ๆ
นึงตลอดเวลา
เค้าคนนั้นก็อาจคิดถึงคนอื่นอยู่ก็เป็นได้
และบางครั้ง ก็อาจมีคนที่คิดถึงเรา
โดยที่เราไม่สนใจเลยเช่นกัน
บางครั้ง การได้ฝันไปคนเดียว
มันก็ดีกว่าการได้รู้ความจริงที่ว่า
สิ่งที่เราคิดทั้งหมด
มันคือความฝันของเราเองเพียงคนเดียว
ฉะนั้น
ไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะจ่อมจมกับความฝัน
มากกว่าการได้รับรู้ความจริง
การไม่ได้เป็นที่ 1 ในใจเค้า
ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า…
เราอาจเป็นที่ 2 ซึ่งมันก็ยังดีกว่าเป็นที่ 3
ที่ 4…
และหากเราเป็นที่ 10 ในใจเค้า…
ก็ขอให้คิดไว้ว่า
ดีกว่าเราไม่มีความสำคัญอะไรในใจเค้าเลย

มันอาจต้องมีน้ำตาบ้าง
ในการยอมรับความจริงที่ว่า เราไม่ใช่ที่ 1… แต่โปรดจำไว้เถอะว่า
หากหัวใจของคุณยังไม่ร้องไห้ออกมาดัง ๆ

พร้อมกับพูดกับตัวเองว่า…ชั้นเหนื่อยเหลือเกินแล้ว
โปรดห้ามใจเถอะ
ก่อนที่ชั้นจะอ่อนล้าไปกว่านี้…
ก็จงชอบต่อไปเถอะ
การรักใครซักคน ไม่ต้องการความพยายาม
“การตัดใจ”ต่างหาก
ที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากมาย
ลองชั่งน้ำหนักในใจเราดูสิว่า
ความสุขยามที่คุณได้สบตาเค้า
กับความทุกข์ยามที่คุณต้องคอยหลบตาเค้า
อันไหนมันหนักหนากว่ากัน

อย่าโทษตัวเอง ที่มาเจอเค้าสายเกินไป…
อย่าโทษเค้าที่ไม่มีใจให้…
อย่าโทษโชคชะตาที่ทำให้เราพบกัน
แต่ไม่ได้ทำให้เราใจตรงกัน

แต่จงยิ้มให้กับตัวเอง
ที่อย่างน้อย ถึงจะพบกับเค้าคนนั้นสายเกินไป
แต่ก็ยังได้พบ…

ยิ้มให้เค้า ที่ถึงจะไม่ได้ให้ใจเรามา
แต่ก็ยังได้รับหัวใจของเราไป…

ยิ้มให้กับโชคชะตา
ที่ถึงแม้จะไม่ได้ทำให้เรารักกัน
แต่ก็ยังทำให้เรา…ได้รู้จักกัน

คุณควรจะดีใจด้วยซ้ำที่ครั้งหนึ่ง

คุณได้เจอคนที่คุณอยากเก็บรอยยิ้มของเค้าไว้คนเดียว

คนที่คุณใส่ใจกว่าตัวคุณเอง…

คนที่ทำให้คุณหัวเราะ…และร้องไห้ได้มากมาย…

คนที่เพียงแค่ยิ้มของเค้า

ก็สามารถเปลี่ยนวันที่หมองหม่น…ให้กลายเป็นวันที่สดใส เท่านี้มันก็เพียงพอแล้ว ไม่ใช่หรือ?

แค่การได้เห็นคนที่เรารัก

ได้หัวเราะอยู่กับใครสักคนที่เค้ารักมากที่สุด

…นั่นแหละคือความสุขของการได้รัก…อย่างจริงใจ

จะรักกันอย่างไร ให้ชื่นใจไม่ชีช้ำ

Filed under: ความรัก — witclub @ 8:30 am

อะไรต่อมิอะไรในโลกนี้ล้วนมีสองด้าน เช่น ถ้ามีดีก็ต้องมีร้าย

“ความรัก” ก็คล้ายกัน

มี ทั้งรักดีและรักเลว ส่วนท่านผู้ใดจะแจ็กพอต ได้เจอกับรักในรูปแบบไหน คงขึ้นอยู่กับ บุญทำกรรมแต่งมาแต่ชาติปางก่อน ถ้าคู่ใดแฮปปี้ เอนดิ้ง ก็ขอแสดงความยินดีปรีดาด้วย แต่หากคู่ไหนอยู่ด้วยกันแล้วทะเลาะเบาะแว้งเป็นประจำ ก็ควรหาทางแก้ไขและทำความเข้าใจ กันซะใหม่ได้แล้ว กะจิตกะใจมีความแน่วแน่ที่จะใช้ชีวิตไม่ราบรื่นตลอดชาติหรือไงนะ

ขอพูดถึง “รักที่ดี” (Good Love) ให้ ชื่นใจกันก่อนดีกว่า ว่าเป็นอย่างไร

จะทราบได้อย่างไรว่า รักที่ท่านมอบให้ หรือรับรักตอบนั้น มันดีก็ตรงที่…

00 ตลอดเวลาที่คุณตกอยู่ในห้วงแห่งรัก คุณเต็มไปด้วยความสุขสนุกสนาน ได้กระเซ้าเย้าแหย่กับหวานใจ และเขาสามารถรับมุขของคุณได้ด้วย

00 คุณมีความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ที่จะฝ่าภัยร้ายไปพร้อมๆ กับคนที่คุณรัก

00 คุณทั้งสองสามารถปรับตัวเข้าหากันได้เป็นอย่างดี

00 คนรักของคุณมักเลือกให้ความสำคัญกับคุณเป็นอันดับแรก ไม่ว่ากิจการงานอื่นจะ เร่งด่วนขนาดไหน เขาก็ยังเห็นคุณเป็นสุดยอดแห่งความสำคัญเสมอ

และสุดท้าย ความรักที่ดี คือการยึดมั่นในการมีกันและกันอย่างเหนียวแน่น ไม่ใช่ว่า เธอไปทาง ฉันไปอีกทาง แล้วอย่างนั้น จะเรียกว่ารักไหมล่ะท่าน

แล้ว ที่เขียนถึงความรักที่ดีก่อนก็ไม่ใช่อะไรหรอก แต่เพราะรู้ว่าเป็นสิ่งที่หาได้ยากในสังคมปัจจุบัน ซึ่งเต็มไปด้วยแสงสีและความเย้ายวน แถมอบายมุขก็เต็มไปหมด ดังนั้น โอกาสที่จะได้สัมผัสกับกู๊ด เลิฟ คงยากหน่อยนะจ๊ะ

ทีนี้หันมา สาธยายถึง “รักที่เลวหรือรักที่แย่” (Bad Love) กันบ้าง เพราะชีวิตจริงเต็มไปด้วยทั้งสุขและทุกข์นี่นา แล้วจะไม่ให้มีรักแบบเจ็บปวดได้อย่างไร

รักที่เลวร้าย มักทำให้ใครคนนั้น มีอาการดังต่อไปนี้

00 ชีวิตของคุณจะเต็มไปด้วยความกดดัน กระสับกระส่าย ทุกข์ระทม หรือไม่สบายใจ ทั้งเป็นแบบพักๆ แล้วหยุด หรือเป็นอย่างนี้อยู่ตลอดเวลามิได้ขาดก็ขึ้นกับว่า ใครจะซวยมาก ซวยน้อย หรือซวยซ้ำซวยซ้อน

00 เป็นคู่ที่มีปากมีเสียงกันบ่อยครั้ง ไม่ใช่แย่งกันชื่นชมซึ่งกันและกันหรอกนะ แต่ถล่มด้วยคำพูดเพื่อให้เกิดแผลใจต่างหากล่ะ

หนำ ซ้ำพอฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตัดสินใจทำอะไรลงไป อีกคนจะรับไม่ทัน แล้วก็ต้องหาทางไกล่เกลี่ย ทำความเข้าใจกันใหม่อยู่เรื่อย โดยคาดว่า การปรับความเข้าใจกันบ่อยจะยิ่งทำให้สัมพันธภาพแห่ง ความรักยืนยาวต่อไป แต่ทานโทษ มันไม่ยักเป็นไปตามคาดน่ะซี ขณะเดียวกันความขุ่นข้อง หมองใจจะเพิ่มปริมาณให้หัวใจระบมหนักขึ้นไปอีก

00 มีรักที่ตั้งอยู่บนความไม่เชื่อใจเป็นพื้นฐาน และความหลอกลวงเป็นเสาเข็ม แถมยังอ่อนแรงต่อการผูกสัมพันธ์

เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว จึงทำให้รักที่เลวเป็นความรักที่ไม่มั่นคงนั่นเอง

หาก ใครประสบชะตากรรมกับรักอย่างหลัง ชีวิตคงชีช้ำกะหล่ำปลีอยู่เป็นนิจ จะมองหาความสุข จากรักเลวๆ คงยากนะน้องนะ แต่คุณผู้อ่านเชื่อไหมว่า บางคนแม้จะพบกับรักไม่ดีถึงปานนี้ แต่ก็ยังดึงดันที่จะรักกันอยู่นั่น จะเป็นเพราะกลัวว่าจะหาคนมารักไม่ได้แล้ว หรือกลัวที่จะต้องอยู่ลำพังโดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยวใจก็มิทราบ

รู้แต่ ว่า คนที่มีรักรันทดเหล่านี้มักจะหาข้อแก้ตัวมาหักล้าง เพื่อให้รักของตนดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ถ้าใครขืนสะเหร่อเตือนขึ้นมา ก็จะได้ฟังการแก้ต่างแบบข้างๆ คูๆ ว่า…

ก. ฉันชอบความท้าทาย เหตุนี้คนอื่นไม่ต้องมาเตือนให้เสียเวลาหรอก หรือไม่ก็

ข. ฉันว่ารักแบบสุกๆ ดิบๆ อย่างนี้แหละตื่นเต้นดี ถ้าชีวิตรักมีแต่ราบรื่นไปซะหมด ก็ไม่มันนะซี ขืนอ้างแบบนี้ก็เท่ากับแยกไม่ออกว่า ตกอยู่ในสภาพอมทุกข์กับเร้าใจประเดี๋ยวประด๋าวนั้นเป็นอย่างไร แบบนี้ก็ปล่อยให้ตกนรกต่อไปแล้วกัน

ค. โธ่ ฉันอุตส่าห์เสียเวลาไปตั้งนาน แล้วจะให้ฉันทิ้งสิ่งนี้ไปง่ายๆ หรือ? ที่จริงถ้าไม่อยากถอนสมอ จากรักชวนชอกช้ำ ก็ไม่มีใครว่าอะไร โถ เพิ่งรู้ว่าชอบความตึงเครียด แค่ต้องผจญกับวิกฤติเศรษฐกิจอย่างเดียว ยังเครียดไม่พอหรือไงจ๊ะ

ง. จอมแก้ตัวก็จะพูดทำนองว่า คนอื่นอาจเห็นเราสองคนไม่กินเส้นกันบ่อยๆ แต่พอเรา อยู่ด้วยกัน ตามลำพัง รู้ไหมว่า มันวิเศษแค่ไหน? …ขืนถามสวนกลับแบบนี้ ใครจะไปรู้เรื่องส่วนตัว ของคนอื่นเล่า แต่เท่าที่เห็น เธอสองคนไม่ค่อยมีเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังเลยนี่ มีแต่หล่อนนั่นแหละอยากอยู่กับเขา ไม่เห็นเขาสนใจอยากหนุงหนิงด้วยสักหน่อย

แต่อย่างว่าล่ะนะ บางคนรักแล้วรักเลยจริงๆก็มี จะไปว่าเขาตาถั่วรักคนไม่เอาไหนได้ไงเนี่ย เพราะความไม่ได้เรื่องของคนนึง อาจเป็นที่ชื่นชอบของอีกคนก็ได้

ต่างคนก็ต่างใจ คบกันไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็รู้ว่าไปกันรอดหรือไม่

เดี๋ยวนี้รักไวไฟ เรื่องอะไรต้องรอพิสูจน์นาน.

ผมถูกขู่ทำร้าย

Filed under: คลายเครียด — witclub @ 7:28 am

มอญฟรี ขึ้นไปบนโรงพัก ปรึกษากับสารวัตรสอบสวน

“ผมถูกขู่ทางโทรศัพท์ 2-3 ครั้งแล้ว ตามกฎหมายผมจะแจ้งความเอาผิดกัยคนที่ขู่ทำร้ายผมได้ไหมครับ สารวัตร”

“อ๋อ ได้สิ ว่าแต่คุณรู้ตัวคนที่ขู่ทำร้ายคุณหรือเปล่าล่ะ”

“รู้ซีครับ เขาเป็นผัวของผู้หญิงคนที่ผมไปติดพันอยู่นั่นละครับ

พฤศจิกายน พ.ศ. 2534

มีนาคม 16, 2005

การออกกำลังกายแบบแอโรบิค (Aerobic Exercise)

Filed under: สุขภาพ — witclub @ 5:41 am

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ดร.วิจิตร บุณยะโหตระ

คำว่า แอโรบิค หมายถึง “มีชีวิตอยู่ในอากาศ” หรือ “การใช้อ๊อกซิเจน”

การออกกำลังกายแบบแอโรบิคหมายถึง การเคลื่อนไหวที่ต้องการใช้อ๊อกซิเจนจำนวนมากโดยใช้เวลานาน เพื่อให้ร่างกายสามารถนำอ๊อกซิเจนไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

การออกกำลังกายที่ใช้เวลาจะทำให้ปอดสูดอ๊อกซิเจนเข้าไปจำนวนมาก อ๊อกซิเจนจะเข้าสู่กระแสโลหิตและถูกสูบฉีด (โดยหัวใจที่ทำงานเต็มที่) ไปเลี้ยงเซลล์ของอวัยวะต่างๆทั่วร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เซลล์ทุกเซลล์ของร่างกายได้รับอาการเต็มที่และขับออกทางลมหายใจ เหงื่อ ปัสสาวะและอุจจาระ ภายหลังการออกกำลังกายแบบแอโรบิค เซลล์ทั่วร่างกายจึงสะอาดบริสุทธิ์และแข็งแรงเต็มที่

การออกกำลังกายแบบแอโรบิค ต้องการกาเคลื่อนไหวช้าๆ แต่ใช้เวลานาน เช่น ในการวิ่งต้องวิ่งช้าๆ สบายๆ แต่ต้องใช้ระยะทางครั้งละ 4-5 กม. และใช้เวลา 30-40 นาที เป็นต้น จึงทำให้ร่างกายอดทนและอึด

การออกกำลังกายแบบแอโรบิค เป็นกุญแจที่จะทำให้เกิดสมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจ และยังก่อให้เกิดประโยชน์ดังต่อไปนี้

1. ท่านจะมีระดับพลังงานสูงเป็นระยะเวลานานในแต่ละวัน
2. ทำให้ระบบย่อยอาหารดีและท้องไม่ผูก
3. เป็นวิธีควบคุมน้ำหนักได้อย่างแท้จริงและถาวร
4. กระดูกแข็งแรงและสมบูรณ์แม้จะสูงอายุ
5. เพิ่มสมรรถภาพของสติปัญญาและสมรรถภาพของการทำงาน
6. นอนหลับได้ดีและมีคุณภาพ
7. เป็นวิธีควบคุมความเศร้าซึมและอารมณ์เปลี่ยนแปลงอื่นๆที่ได้ผลดี
8. ผ่อนคลายความเครียดโดยไม่ต้องอาศัยแอลกอฮอล์หรือยา
9. ป้องกันโรคหัวใจและโรคเสื่อมอื่นๆ
10. เป็นการออกกำลังกายที่ให้ผลดีสูงสุด โดยใช้เวลาน้อยที่สุด ( ประมาณ 1 ชม. 20 นาที ต่อสัปดาห์)

ร่างกายของคนเราถูกสร้างขึ้นมาเพื่องานหนัก ซึ่งต้องการการเคลื่อนไหวเกือบตลอดเวลา หากร่างกายนิ่งอยู่กับที่นานๆ ขาดการเคลื่อนไหวที่มากพอ ร่างกายก็จะเกิดเสื่อม เช่น จะมี อาการปวดหลัง กล้ามเนื้อหย่อนยาน มีไขมันจับพอกตามหลัง ต้นแขนต้นขา รวมทั้งสมองเสื่อม และจิตใจอ่อนแอหรือปรวนแปรได้ง่าย

Paul Dudley White ได้กล่าวว่า การออกกำลังกายแบบแอโรบิคเป็นวิธีที่จะทำให้คนเราสุขภาพดีขึ้นเมื่อเราอายุมากขึ้น

ขณะที่ออกกำลังกายแบบแอโรบิคขึ้น ร่างกายจะใช้อ๊อกซิเจนในปริมาณสูงมาก อวัยวะต่างๆของร่างกายจะทำงานเต็มที่ จึงทำให้เกิดผลดังต่อไปนี้

1. การเผาผลาญพลังงานในร่างกายสูงถึง 12-15 เท่า ของอัตราการเผาผลาญขณะพัก (BMR)

2. ปริมาตรทั้งหมดของเลือด (total blood volume) เพิ่มขึ้นจนมากพอที่จะนำอ๊อกซิเจนไปสู่เซลล์ทั่วร่างกาย

3. สมรรถภาพการทำงานของปอด (lung capacity) เพิ่มขึ้น

4. กล้ามเนื้อหัวใจจะแข็งแรงขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อทำงานมากขึ้นและมีเลือดมาเลี้ยงมากขึ้นทำให้กล้ามเนื้อ หัวใจขยายโตขึ้นและแข็งแรง ปริมาตรของเลือดที่หัวใจบีบแต่ละครั้ง (stroke volume) จึงสูงขึ้น

5. ไขมันดีในเลือด (HDL High density lipoprotein) สูงขึ้นในขณะที่ไขมันเลว (LDL Low density lopiprotein) ลดลง จึงทำให้อัตราของไขมันดี (HDL ratio) สูงขึ้น เป็นการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ และโรคเส้นเลือดแข็ง

ประโยชน์ที่ได้รับจากการออกกำลังกายแบบแอโรบิคต่อสุขภาพที่สมบูรณ์เต็มที่ มีอย่างน้อย 7 ประการ คือ

1. ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น

ปกติเมื่อคนเราอายุเกิน 35 ปี กระดูกจะบางลง เนื่องจากแคลเซี่ยมเคลื่อนตัวออกจากกระดูกเข้าสู่กระแสโลหิต (Demineralization) ทำให้กระดูกมีลักษณะเหมือนกล้ามเนื้อซึ่งจะแข็งแรงขึ้น และหนาขึ้นเมื่อได้เคลื่อนไหวและออกกำลังกายเพียงพอ ยกตัวอย่างเช่น นักเทนนิส มีกระดูกแขนใหญ่และหนาขึ้นในแขนข้างที่เราใช้ตีเทนนิสเป็นประจำ นักวิ่งจะมีกระดูกขาแข็งแรงและใหญ่กว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกระดูกแขน ดังนั้นการออกกำลังกายเป็นประจำทั้งแขนและขาจึงมีความจำเป็นในคนสูงอายุ โดยเฉพาะสตรีหลังวัยหมดประจำเดือน ซึ่งมักจะเกิดโรคกระดูกพรุน

2. ช่วยควบคุมไม่ให้เกิดความเครียดทั้งร่างกายและจิตใจ

3. ช่วยบำบัดอารมณ์ปรวนแปร

4. เพิ่มสติปัญญา (Intellectual capacity) และเพิ่มสมรรถภาพการทำงาน (Productivity)

ดร.เรย์ ดิลลิงเกอร์ จิตแพทย์ในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาพบว่า การออกกำลังกายทำให้ความคิดริเริ่มดีขึ้น มีสมาธิดีขึ้น และปฏิกิริยาตอบโต้ทางสมอง (mental response time) เร็วขึ้น

5. ช่วยควบคุมน้ำหนัก

การออกกำลังกายร่วมกับการควบคุมอาหาร เป็นวิธีควบคุมน้ำหนักที่ได้ผลอย่างถาวรปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่สุด การควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ออกกำลังกายนอกจากจะไม่ได้ผลอย่างถาวรในระยะยาวแล้วจะทำให้ร่างกาย อ่อนแอ เกิดโรคแทรกซ้อนและอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตได้ การออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวโดยขาดการควบคุมอาหารก็จะไม่ได้ผลดีเช่นเดียว กัน ยกตัวอย่างเช่น เราเดินนาน 20 นาที จะเผาผลาญพลังงานไปเพียง 70 แคลอรี่ หรือเราวิ่งระยะทาง 1ไมล์ (1.5 กม.) ในเวลา 6 นาที เราใช้พลังงานไปเพียง 150 แคลอรี่ ดังนั้น ถ้าเราจะลดน้ำหนัก 1 ปอนด์ ซึ่งต้องเท่ากับต้องใช้พลังงานไปให้ได้ 3500 แคลอรี่ คิดดูเถิดว่าเราต้องเดินและวิ่งมากมายสักเท่าใดถ้าไม่ควบคุมอาหารร่วมด้วย

ถ้าเราลดน้ำหนักให้ได้ 1 ปอนด์ในทุกๆ 2 สัปดาห์ โดยการออกกำลังกาย เราจะต้องใช้พลังงาน 200-250 แคลอรี่ต่อวัน โดยการออกกำลังกาย

– เดิน 4.5 ไมล์/ ชั่วโมง – พลังงานที่ใช้ 400 แคลอรี่/ชั่วโมง เวลาที่ใช้สำหรับพลังงาน 250 แคลอรี่ = 45 นาที
- เทนนิส – พลังงานที่ใช้ 425 แคลอรี่/ชั่วโมง เวลาที่ใช้สำหรับพลังงาน 250 แคลอรี่ = 35 นาที
- ว่ายน้ำ 45 หลา/ นาที – พลังงานที่ใช้ 530 แคลอรี่/ชั่วโมง เวลาที่ใช้สำหรับพลังงาน 250 แคลอรี่ = 30 นาที
- วิ่ง 5.5 ไมล์/ ชั่วโมง – พลังงานที่ใช้ 650 แคลอรี่/ชั่วโมง เวลาที่ใช้สำหรับพลังงาน 250 แคลอรี่ = 22 นาที
- จักรยาน 13 ไมล์/ ชั่วโมง – พลังงานที่ใช้ 850 แคลอรี่/ชั่วโมง เวลาที่ใช้สำหรับพลังงาน 250 แคลอรี่ = 18 นาที

6. ป้องกันโรคหัวใจ

6.1 เพิ่มระดับ HDL ลดโคเลสเตอรอล ลด LDL และ เพิ่ม HDL ratio
6.2 เพิ่ม vital capacity และเพิ่มประสิทธิภาพการหายใจของปอด (lung capacity) ซึ่งเป็นผลให้มีอายุยืนยาวขึ้น
6.3 ทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง อัตราการเกิดเส้นเลือดหัวใจอุดตันน้อยลง
6.4 กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงและหนาขึ้น (ขนาดของหัวใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ทำให้หัวใจขับเลือดได้ปริมาตรมากขึ้นในแต่ละครั้ง (increased stroke volume) หัวใจจึงไม่ต้องทำงานหนักเหมือนแต่ก่อน

7. ป้องกันโรคมะเร็งและโรคเสื่อมอื่นๆ

หน้าต่อไป

บลอกที่ WordPress.com .