ชมรมศึกษาผลงานวิทยากร เชียงกูล

กรกฎาคม 9, 2006

การเสี่ยงภัยของคนเราก็สะท้อนบุคลิกภาพได

Filed under: สุขภาพ — witclub @ 5:56 pm

การเสี่ยงภัยของคนเราก็สะท้อนบุคลิกภาพได้

การเสี่ยงภัยของคนเรามี 2 แบบ ผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็น แบบที่หนึ่งชอบตื่นเต้นในระยะสั้น เช่นโดดร่ม และเล่นการพนัน แบบที่สองชอบเสี่ยงในระยะยาว เช่น การแต่งงาน เลี้ยงดูครอบครัว หรือการประกอบอาชีพ บรรดาผู้เชี่ยวชาญได้แยกการเสี่ยงภัยทั้งสองบบนี้ เป็นระดับหนึ่ง และระดับ 2 คนส่วนใหญ่มักจะอยู่ในระดับ 2

“คนเสี่ยงภัยระดับ 1 นี้ต้องการความมัน ความสนุก” ดร.วิลเลี่ยม แอปเปิ้ลตัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาจิตแพทย์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สหรัฐฯกล่าว

” พวกเขามีความโน้มเอียงชอบการก้าวร้าว ชอบการแสดงออก มีความเป็นปัจเจกชน หรือเป็นตัวของตัวเอง พวกเขากลัวความเบื่อหน่าย และชีวิตจำเจประจำวัน จึงชอบการเสี่ยงภัย บงครั้งเป็นอันตรายต่อร่างกาย” คนเสี่ยงภัยระดับ 1 นี้เหมาะที่จะเป็นนายตำรวจ นักกฏหมาย อาชีพแสดงดาราบันเทิง นักหนังสือพิมพ์ ทหาร นักการเมือง นักร้องเพลงร็อก นักพูดต่อสาธารณชน นักธุรกิจก็จัดอยู่ในระดับนี้ด้วย

“คนเสี่ยงระดับ 2 มีความอดทน อารมณ์ไม่เครียด จิตใจแห่งการอยู่ร่วมกับคนอื่น ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเขา” คนเสี่ยงภัยระดับ 2 นี้อาชีพที่ดีได้แก่ นักบัญชี คอมพิวเตอร์โปรแกรมเมอร์ เลขานุการ หรือบรรณารักษ์ห้องสมุด เป็นต้น

คนส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับ 2 นี้ แต่มีบางคน ถ้าสืบประวัติดูจะเห็นว่าเคยเป็นผู้เสี่นงภัยในระดับหนึ่งมาก่อน

การจัดการความรู้ (Knowledge Management)

Filed under: การเรียนรู้ — witclub @ 5:54 pm

ในธุรกิจ e-Business จะมีทรัพย์สินที่สำคัญอยู่ 3 อย่างคือ “คน” (People), “หุ้นส่วน” (Partner) และ “เทคโนโลยี” (Technology) แต่ในทรัพย์สิน 3 อย่างนั้น จะมีทรัพย์สินแฝง อยู่ตัวหนึ่งคือ ‘ความรู้ หรือ Knowledge’ ธุรกิจ e-Business สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะว่าบุคลากรที่ทำงาน ได้รับผลประโยชน์ จากขบวนการทำงาน ที่ดีกว่า และที่สำคัญคือ ได้รับความรู้จากเทคโนโลยี จากคู่ค้าหรือ Partner และความ รู้ด้านแหล่งตลาด (Market Place) สิ่งที่เราพบคือ ความรู้เป็น ตัวผลักดันธุรกิจในโลกของดอทคอม ความรู้เป็นสินทรัพย์ที่มีค่า และเป็นสิ่งที่ไม่สามารถ ใช้บริการ จากภายนอก (Outsource) ได้

เนื่อง จากความรู้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้เหมือน ทรัพย์สินอื่นที่เป็นสิ่งของ เช่น สำนักงาน อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ เป็นต้น จึงทำให้ความรู้เป็นทรัพย์สินที่ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ในระบบสารสนเทศสามารถค้นหาว่าทรัพย์สิน เช่น เครื่อง PC ว่าอยู่ที่ไหน ตอนนี้ราคาเท่าไร แต่การจะหาว่าความรู้ มีราคา ปัจจุบันเท่าไร และจะรักษาไว้ได้อย่างไร จะหาคำตอบได้ยากกว่า

อย่างไรก็ตาม ในธุรกิจ e-Business ผู้บริหารจะ ต้องพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์แบบนั้น ผู้บริหารจะต้อง เห็นความสำคัญของ ‘ความรู้’ ผู้บริหารต้องสามารถแปลง ‘ข้อมูลและข่าวสาร’ ให้เป็นการดำเนินงาน ที่มีประสิทธิภาพ’ ผู้บริหารต้องสามารถจัดการความรู้ได้ การบริหารความ รู้เป็นงานที่ท้าทาย เป็นงานที่ประกอบด้วย

1. การจัดการปริมาณข้อมูล

2. การจัดการคุณภาพข่าวสาร

3. การได้มา การสังเคราะห์ และการเผยแพร่ ความรู้ (Disseminating Knowledge)

4. การขยายผลคุณค่าของความรู้ในองค์กร

ความ รู้จะได้มาจากขั้นตอนการย่อยสลายตั้งแต่ ข้อมูล (Data) เป็นข่าวสาร (Information) และสุดท้ายเป็น ‘ความรู้’ การจัดระเบียบความรู้เริ่มมาจากการสร้าง คลังข้อมูล (Data Warehouse) ที่รวบรวมข่าวสารต่างๆ ไว้ ซึ่งจะทำให้เราเข้าถึงและวิเคราะห์ออกมาเป็นความรู้ได้ ข่าวสารใน Data Warehouse จะถูกสังเคราะห์ จะถูกเผยแพร่ โดยการใช้เครื่องมือตัวหนึ่งเรียกว่า ‘Mining’ ซึ่งจะขุดเจาะ ให้ได้มาซึ่งความรู้ เพื่อประกอบการตัดสินใจ ซึ่งจะส่งต่อ ให้บุคคลหรือระบบที่เกี่ยวข้องเพื่อ ‘ปฏิบัติ (Action)’ ต่อไปตามผลของการตัดสินใจ

ความรู้แตกต่างจาก Data หรือ Information อย่างไร

Data มักจะได้มาจากข้อมูลต่างๆ จากตารางข้อมูล (Table) หรือข้อมูลใน Log file ต่างๆ ส่วนใหญ่ได้มาจาก Operational Data ส่วน Information จะหมายถึงรายงานต่างๆ ซึ่งอยู่ในรูปแบบที่จัดวางไว้แล้ว และความรู้ได้แก่ ดัชนีวัดผลการดำเนินงาน (Key Performance Indicator) การเตือน (Alert) เพื่อให้ลงมือปฏิบัติ (Action) กราฟต่างๆ ซึ่งได้มา จากข้อมูลแต่ละระบบ หรือข้อมูลหลายๆ ระบบที่แสดงการเชื่อมโยงกัน (Context) หรือเป็นความรู้ของมนุษย์ที่สะสมจาก ประสบการณ์มาเป็นเวลานาน

ขบวน การจัดการความรู้ประกอบด้วย การสร้างความรู้ (Knowledge Generation) การวิเคราะห์ความรู้ (Knowledge Analysis) และการใช้ความรู้ (Knowledge Consumption) การสร้างความรู้ต้องมาจาก ‘บุคคล’ ที่จะจัดแบ่ง ระดับของความรู้ และจะต้อง เป็นบุคคลที่มีความรู้ ที่มีคุณค่าต่อธุรกิจ การวิเคราะห์ความรู้จะต้องใช้ บุคคลหรือระบบ ที่สามารถ นำเอาความรู้ที่ได้จาก การสร้าง มาวิเคราะห์และแจกจ่ายให้กับผู้ใช้ ที่เหมาะสม และอยู่ในรูปแบบที่เอื้ออำนวยประโยชน์ ต่อการทำธุรกิจ และขั้นตอนสุดท้าย คือผู้ใช้ความรู้นั้นๆ เพื่อประกอบการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เมื่อเรามีความรู้ เก็บไว้ในระบบแล้ว เราควรจะทำการเผยแพร่ในองค์กร การเผยแพร่ ความรู้เริ่มต้นจากคลังข่าวสาร (Information Warehouse) เป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแพร่ความรู้ ความรู้ประกอบด้วย

1. ความรู้สังเคราะห์ (Synthesizing Knowledge)

2. ความรู้เพื่อการตัดสินใจและปฏิบัติการ (Trigger Knowledge Events)

3. ความรู้เพื่อการติดต่อ (Communicating Knowledge)

ความ รู้สังเคราะห์อาจได้มาจากการที่นักวิเคราะห์ธุรกิจ (Business Analyst) ใช้เครื่องมือเพื่อดึงข้อมูลจาก Information Warehouse เครื่องมือนี้เรียกว่า OLAP (Online Analytical Processing) หรืออาจจะ ได้มาจากการ ใช้เครื่องมืออัตโนมัติ ได้แก่ Data Mining, Context Analysis, Performance score-carding หรือ Business alert generation ก็ได้

เมื่อเกิดเหตุการณ์ (Event) ที่จะต้องมีปฏิบัติการต่อ (Action) จำเป็นอยู่เองที่จะต้องมีบุคคลหรือระบบ เพื่อปฏิบัติการนั้น ระบบจัดการความรู้จะต้องติดต่อไปยังบุคคลคนนั้นให้ได้ (Communicating Knowledge) บุคคลเหล่านี้อาจจะ เป็นพนักงานในบริษัท หรืออาจจะเป็น บริษัทคู่ค้า ของเราก็ได้ ความรู้ที่จะส่งให้อาจจะเป็นเอกสาร รายงาน e-mail ข้อความเตือน หรือเป็น To do list ก็ได้

ความรู้เป็น ‘ทรัพย์สิน’ จึงจำเป็นต้องมีการขยายฐานความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าความรู้ยังคงทัน สมัยต่อการเปลี่ยน ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังคงคุณค่าอยู่เสมอ การขยายความรู้คือ การปรับเปลี่ยนให้ความ รู้ทันสมัยอยู่เสมอ โดยการแก้ไขความรู้เดิมหรือการเพิ่มเติมความรู้ใหม่ ให้แก่พนักงานและ องค์กรอย่างสม่ำเสมอและ ต่อเนื่อง อันได้แก่ เพิ่มแหล่งข้อมูลใหม่ ปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ ทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความรู้ รวมทั้งสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ๆ

รวมทั้งแก้ไขปรับปรุงผู้ที่เกี่ยวข้อง ในระบบความรู้เพื่อให้แน่ใจว่า องค์กรอยู่ในทิศทาง ที่ถูกต้อง และที่สำคัญ ไม่น้อยกว่าข้ออื่นๆ คือ การทำ ให้เกิดการเรียนรู้โดยการสร้าง e-learning web site เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง สร้างความรู้ทั้งในเชิงกว้างและ เชิงลึก ทั้งความรู้ที่มีอยู่เดิมรวมทั้งเพิ่มความรู้ใหม่ด้วย

การ จัดการความรู้เป็นขบวนการเชิงรุก และจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง เป็นหัวใจของการ ทำธุรกิจ e-Business มิฉะนั้นแล้วเราอาจจะเสีย เปรียบในการแข่งขันให้กับคู่แข่ง ซึ่งให้ความสำคัญ ต่อทรัพย์สินที่เป็นความรู้ มากกว่าที่เป็นสิ่งของ

การจะอนุรักษ์ป่าไม้ให้กลับสมบูรณ์ดังเดิมควรจะเริ่มต้นกันที่เส้นผมบนศีรษะของเรา

Filed under: สุขภาพ — witclub @ 5:54 pm

เส้นผมคนเรามีธรรมชาติเดียวกับตระกูลพืชป่าไม้
ผมเป็นสิ่งมีชีวิตที่สืบทอด จำลองและเลียนแบบวิวัฒนาการของพืชที่มีมาก่อนคน
มนุษย์เรารับเอาโครงสร้างและรูปแบบ รวมทั้งเทคโนโลยีรุ่นล่าสุดมาประกอบ
เป็นสรีระ เราจึงประเสริฐกว่าสิ่งอื่น ต้นหญ้าที่ขึ้นบนพื้นดินโดยทั่วไป มักจะเจริญงอกงามตามธรรมชาติเขียวชอุ่ม
มองแล้วเย็นตาประทับใจ
แต่เมื่อใดที่ฝนแล้ง ดินแห้ง หญ้าก็จะเฉา แห้งเหลืองไร้ชีวิต หลุดร่วงโรยไป
หรือเมื่อใดที่น้ำมาก พื้นดินชื้นแฉะเกิน น้ำเจิงนองตลอดเวลา
ต้นหญ้า ต้นไม้ก็จะเปื่อยเปียกสำลักน้ำ หลุดร่วง เน่าเสื่อมในที่สุด
เส้นผมบนศีรษะที่มีอการแห้งกรอบ ไร้ชีวิตชีวา ร่วงง่าย ก็อาจเปรียบได้กับ
สภาพดินหรือผิวหนังบริเวณศีรษะที่มีอาการแห้งเกิน หรือชื้นเกินผิดปกติ ทำให้เส้นผมไม่สามารถเจริญงอกงามอย่างที่ควร
รูขน รูผมที่มีอาการยืดตัวมากเกินหรือมีไขมันอุดตันมากเกิน อันเนื่องจาก
สาเหตุการบริโภคอาหารหยินเกิน หรือถ้าหนังศีรษะแห้งมาก รูหดตัว ผิวแตก
หรืออาการหยางเกิน ผมก็จะร่วงแห้งและเปลี่ยนสีได้ง่าย ทั้งนี้เพราะอิทธิพล
ของอาหารที่รับประทานนั้น หยางเกิน ในปรัชญาอาหารต่างๆ อาจจำแนก
ออกได้ 2 ประเภท คือหยินและหยาง อาหารหยินคืออาหารที่ก่อให้เกิดพลังยืดตัวของเซลล์
ที่ให้เนื้อเยื่อกระจายถ่างออก อาหารที่ก่อให้เกิดผลหยิน
นี่คือของหวาน น้ำตาล น้ำของเหลว เครื่องดื่มทุกประเภท โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่ง น้ำผลไม้ที่คั้นสำเร็จบรรจุภัณฑ์ ผลไม้ก็ดี หากรับประทานมากเกินจะก่อ
ให้เกิดอาการหยินกับร่างกาย อาหารที่ผสมเคมีภัณฑ์ทุกชนิด รวมทั้งยาเม็ด
ยาสังเคราะห์ทุกชนิดเป็นหยิน เพราะเป็นการสกัด
เพิ่มความเข้มข้นมากเกินมาตรฐานธรรมชาติรับได้ อาจกล่าวได้ว่า 70% ของอาหารประจำวันเรามีสรรพคุณเป็นหยิน
แต่จะปรากฏในชื่อและรูปแบบต่างๆ กันเท่านั้น เมื่ออยู่ในร่างกายจะเปลี่ยนแปร
เป็นพลังหยินมากหรือน้อยตามแต่ชนิด
อาหารหยางได้แก่ อาหารประเภทเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์
จากสัตว์ทุกชนิด รวมทั้ง ไข่ไก่ นม เนย ความเค็ม และเกลือ อาการหยางมีประ
มาณ 30% ของสัดส่วนอาหารประจำวัน ผมบนศีรษะเกี่ยวโยงกับอวัยวะภายในและบ่งสภาวะเลือดในร่างกายของแต่
ละคนว่ามีพลังและความเข้มข้นระดับใด ผมสีดำ แสดงว่า พลังเลือดดี
ผมยาวดก แสดงว่า พลังแกร่งแรงดันสูง ผมหนา แสดงว่า คุณภาพเลือดข้น
ผมเป็นตู้โชว์ของไต ผมมัน ผมร่วง แสดงว่า ไตชื้น ไตพองไตบวม
ผมสีเทา แสดงว่า เลือดเจือจาง ตับไตบกพร่อง การแก้ปัญหาเรื่องเส้นผมจึงต้องแก้ที่รากคือ
การ แก้ไขปรับปรุงเบื้องต้นที่เมนูอาหารก่อน เพราะกระเพาะเราคือสิ่งแวด ล้อมขั้นแรกใกล้ตัวเราที่สุด ต่อมาจึงแก้สิ่งแวดล้อมรอบบ้าน ปลูกต้นไม้ ทำสวน รดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ย พืชผักสวนครัวใกล้บ้าน
ต่อมาจึงช่วยกันปลูกป่า อนุรักษ์พืช พันธุ์ไม้ให้มากขึ้น และเจริญงอกงามขึ้น
การไม่สนใจเรื่องอาหารการกิน ก็เปรียบเสมือนการทำลายป่าหรือทำลายพื้น
ดินการเกษตร โดยใช้ปุ๋ยเคมีที่มีสารพิษเจือปนลงไปในดิน ทำให้การเกษตร
กรรมไม่จีรัง และไม่ครบวงจร
จะเห็นได้ว่า อาการผิดปกติของผมบนศีรษะจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหยิน-หยาง
จากอาหารและประเด็นสำคัญขึ้นอยู่กับความอ่อนแอของอวัยวะภายในต่างๆ
แล้วแต่ว่า ผมร่วงบริเวณใด็จะสามารถบอกความบกพร่องของอวัยวะนั้นๆ เกี่ยวโยง
กับตำแหน่งบริเวณที่ผมร่วง

บลอกที่ WordPress.com .