ชมรมศึกษาผลงานวิทยากร เชียงกูล

กุมภาพันธ์ 6, 2007

ปรัชญาแพทย์จีนเรื่องสมุนไพร

Filed under: การแพทย์ — witclub @ 11:48 am

เรื่องสมุนไพรเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งจะเป็นรอง
ก็แต่อาหารการกิน ตระกูลพืชนั้นเป็น มารดาผู้ให้กำเนิดโดยเสียสละตนเองเป็นทั้ง
อาหารและแปรเป็นสมุนไพรช่วยเสริมบำรุงรักษาอาการผิดปกติด้วย

สมุนไพรนั้น ก็มิได้รับการยกเว้นจากการใช้หลัก ปรัชญาหยิน-หยาง เพื่อวินิจฉัยและปรับปรุง
คุณสมบัติให้เหมาะสมกับผู้ป่วยด้วยหลักการ ของวงจรการแปรรูปพลังทั้ง 5 ธาตุ 2 ขั้วเช่นกัน

บางครั้ง การปรุงยาส่วนใหญ่จะมีตัวยาหลายตัว ที่ใช้เป็นส่วนผสมทั้งจากตระกูลพืช ตระกูลสัตว์
และตระกูลสสารอินทรีย์ธาตุในดิน เพื่อให้ได้มาถึงซึ่งสรรพคุณที่สูงสุดและปลอดภัย
ไร้ผลข้างเคียง การคำนึงอัตราส่วนหยิน-หยาง จึงจำเป็นและถือเป็นหัวใจสำคัญ

1:7 คือมาตรฐานของธรรมชาติ การจัดลำดับความสำคัญของตัวยาสมุนไพรจึงอาจแบ่งเป็น เอก โท ตรี จัต
รา เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ แพทย์จีนเรียก กัง-ชิ้ง-จ่อ-ไซ้ หรือ Lord Miniter Assistance Servent
หรือนายกฯ รองนายกฯ รัฐมนตรี ผู้ช่วยฯ หากเราต้องการยาที่เป็นหยิน เราต้องเริ่มปัจจัยหลัก
ด้วยสมุนไพรที่เป็นหยินสัดส่วน 7 แต่หยิน อย่างเดียวไม่พอ ไม่เหมาะสมต้องเติมหยาง 1 ส่วน
เพื่อช่วยให้หยินออกฤทธิ์ได้เต็มที่เหมือนกับ
การรับประทานผลไม้แล้วใช้จิ้มเกลือ นิดหน่อยช่วยขับรสออกมาเต็มที่ กลมกลืน
และในขณะเดียวกัน เพื่อป้องกันการเกิดเศษส่วน หรือมลพิษส่วนเกินอันจะก่อให้เกิดผลข้างเคียง
ถึงการเพิ่มปัจจัยหยิน-หยาง อันดับรองเป็น กันชนหรือแม่สื่อ เพื่อรองรับอีกระดับหนึ่งก็คือ
หยิน-หยางในปัจจัยรองอีก 1 คู่ 1:7 เช่นกัน
คือ 1:7 กับ 1:7 รอง แต่ในขณะที่ถ้าต้องการปัจจัยยาให้เป็นหยางนั้น แทน
ที่จะเพิ่มตัวยาสมุนไพรให้เป็นหยาง 7 ส่วน และหยิน 1 ส่วน เรากลับต้อง
ใช้หยางที่เป็น ตัวยาเพียง 5 ส่วน แต่เพิ่มการปรุงโดยการเคี้ยวไฟ
อันเป็นปัจจัยหยางแทนการใช้ยายืดเวลาต้มนานขึ้น ใช้ไฟแรงขึ้น ลดปริมาณน้ำน้อยลง หรือต้มจนน้ำเกือบ
แห้ง ทั้งนี้เพราะปัจจัยหยางนั้นเป็นปัจจัยใกล้เคียงกับ ธรรมชาติของคน
เลือดอุ่น เลือด (หยาง) เวลากลางวัน (หยาง) -ความอุ่น (หยาง) ผู้ชาย (หยาง)
อยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มิควรเพิ่มตัวยาหยางมากเกิน และหากพลังหยางเกิน
ไปจะแก้ยากกว่าพลังหยินเกินในร่างกาย นี่คือภูมิปัญญาขั้นพื้นฐานของแพทย์จีน
ปรัชญาแพทย์ทิเบต ทิเบตนอกจากจะเป็นประเทศสำคัญแห่งหนึ่งของ
พุทธศาสนาแล้ว ยังมีมรดกโลกสำคัญทางด้านการแพทย์พื้นบ้าน สมุนไพรอันเป็นผลรวมจาก
อิทธิพลทั้ง 3 ขั้วของโลกคือ จีน อินเดียและตะวันออกกลาง
หลักการของวิชาแพทย์พื้นบ้านของทิเบตตั้งอยู่บนความเชื่อทางพุทธศาสนา และทางธรรมชาติของโลก
ของปรัชญาทางพุทธศาสนา และทางธรรมชาติของโลก
ทางปรัชญาหยิน-หยาง รวมกับเรื่องธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ
จากคัมภีร์อายุรเวทของอินเดียโดยการมองคนเป็นส่วนรวมของกาย จิต วิญญาณ
และจุดจักราต่างๆ ทั้ง 7 อันเป็นศูนย์รวมพลังลมปราณของร่างกาย
คัมภีร์แพทย์ทิเบตมีความสำคัญในอดีตกว่า 2,000 ปี และมีการบันทึกเป็นภาพที่น่าสนใจ
สมควรแก่การศึกษา เพื่อเสริมภูมิปัญญาต่อทัศนะของชีวิตเพื่อปรับประยุกต์
มาใช้กับชีวิตประจำวันของเราในสังคมปัจจุบัน การได้ถือกำเนิดเป็นมนุษย์บนโลกนี้ ถือเป็นบุญอันประเสริฐสุด เป็นโอกาส
หนึ่งในร้อยล้าน โชคดีของการเกิดเป็นคนก็คืออยู่ระหว่างภูมิลำเนาของพลัง
ทั่วโลก 2 ขั้วคือ สุขและทุกข์ ผสมกลมกลืนกัน
ทั้งสองขั้วเป็นพื้นฐานของการทดสอบภูมิปัญญา
และเป็นตัวกลางของการพัฒนาเข้าสู่โลกคลื่นกระแสจิตและวิญญาณเริ่มต้น
จากวินาทีของการปฏิสนธิ พลังดึงดูดของขั้วบิดา-มารดาเปิดประตู
ของการลงมาจุติของจิตกระแสที่อยากจะเกิด โดยแรงผลักดันจากกฎแห่ง
กรรม ตามหลักกายภาพของทิเบต รูปนั้นถูกประกอบขึ้นด้วย ธาตุทั้ง 5 (ซึ่งได้รับอิทธิพลจากจีน)
ธาตุดินของโลก เปรียบดั่งฐานโรงงานการผลิตรูปร่าง
หาก ขาดธาตุน้ำ กายจะไม่สัมพันธ์และงอกเงย หากปริศจากธาตุไฟ กายจะไม่มีกำลังและไม่เติบโต ปราศจากธาตุลม พลังจะไม่มีการหมุนเวียน ธาตุดินของแพทย์ทิเบตคือ กระดูก ผิวหนัง
เล็บ ผม ธาตุน้ำหมายถึง ของเหลวต่างๆ ในร่างกาย
ธาตุไฟหมายถึง ระบบการสังเคราะห์สารอาหารและการขับถ่าย ธาตุลม คือ
การขับดันสิ่งที่เบากว่าหมุนเวียนและควบคุมโลหิต
ธาตุอากาศคือตัวกลางขับเคลื่อนคลื่นจิตกระแส
ความผิ ดดุลของกายกับสิ่งแวดล้อมภายนอกมาเป็น
สาเหตุแห่งการเกิดโรค เมื่อกายดับ จิตกระแส ก็จะกระจายและคลุกเคล้าปะปนกับบรรยากาศ
การฝึกสมาธิหรือรวมพลังจิตจึงเป็นวิธีการรักษาโรค
ชนิดหนึ่งที่คอยป้องกันมิให้กระแสจิตหลงระเริง โดยการกำหนดกระแสจิตให้รวมกันเป็นดวงจิตที่สุกใส
ในแง่ของกระบวนการจุติตั้งครรภ์และกำเนิดทารก
คัมภีร์แพทย์ทิเบตได้บันทึกเป็นภาพไว้อย่างละเอียด
ถึงขั้นตอนการแปรรูปและพัฒนาการของมนุษย์
โดยเริ่มต้นจากหญิง-ชายสมสู่ ธาตุขาวคืออสุจิของบิดา และธาตุสีแดงคือ ไข่และเลือดในมดลูกมารดา
เมื่อตัวอ่อนเริ่มก่อตัวธาตุดินประกอบเป็นโครงกระดูก

กล้ามเนื้อ ผิวหนังและตา

ธาตุน้ำเริ่มสร้างของเหลวเป็นน้ำเหลือง และสายเลือด
รวมไปถึงน้ำลายซึ่งเป็นผัสสะแห่งการลิ้มรส
ธาตุไฟรวมเอาความร้อนในกายและสายตา
ธาตุลมรวมเอาการหายใจเข้า-ออกถึงการสูดดม
และการรับเสียงผ่านทางหู ในภาพจะแสดงการเข้าเริ่มจุติของดวงวิญญาณเป็น
ประจุแรกอันเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิต ต่อมา ช่วงแรกตัวอ่อนถือรูปร่างของปลาในน้ำเป็นต้นแบบ
ต่อมาพัฒนาเป็นเตาคล้ายจระเข้ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ
และในระยะหลังพัฒนาเป็นหมูป่าตระกูล สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
ภาพบรรยายรายละเอียดถึงขั้นตอนการทำคลอด
การอยู่ไฟและการเลี้ยงลูก ด้วยนมอย่างละเอียดเป็นขั้นตอน
ที่ง่ายต่อความเข้าใจและน่ามหัศจรรย์ที่แพทย์ในอดีต
นับพันปีสามารถเข้าใจและมองเห็นวิวัฒนาการของมนุษย์ ด้วยวิจารณญาณที่
ปราศจากเครื่องมือทันสมัยหรือกล้องจุลทรรศน์ใดๆ
ภาพที่เขียนถ่ายทอดเหล่านี้เป็นที่ยอมรับกันในหมู่นักวิชาการ ตะวันตกว่า
ใกล้เคียงความจริงกับการวิจัยพิสูจน์ด้วยเทคนิคแพทย์สมัยใหม
่อย่างสมบูรณ์

ส่วนตอนบนสุดซ้ายมือเป็นภาพพระพุทธประธาน ซึ่งเป็นองค์พระไภษัชยคุรุ
ที่ถือเป็นศาสดาแห่งแพทย์ทิเบต
โดยคุณ : ภูมิปัญญาตะวันออก

มีนาคม 13, 2006

"คนกับดินมิใช่สอง"

Filed under: การแพทย์ — witclub @ 6:18 pm

หลักการรักษาโรคมะเร็งตามแนวปรัชญาจีน

แพทย์จีนถือว่าการเจ็บป่วยไม่ว่าโรคใด ตำแหน่งใด และจะเรียกชื่ออะไรก็ตามเป็นการผิดดุลของพลังฟ้า-ดิน สองขั้วที่วิ่งเข้ามาโคจรบรรจบพบกันในร่างกายคนเรานั้น ไม่ได้สัดส่วนมากน้อยเกินหรือ
วงจรการหมุนเวียนไม่ได้แนวสะดุดช้าหรือเร็วมากเกินไป
อวัยวะในร่างกายก่อนเราเกิดถูกออกแบบและสร้างโครงกระดูก ด้วย
พลังหยิน-หยาง ของฟ้า-ดินผ่านแม่สื่อตัวกลางคือ ครรภ์มารดา ดังนั้น
เมื่อเกิดมาบนโลกพลังที่หล่อเลี้ยงบำรุงเราทุกวันมีพลังหลัก พลังแม่ก็
คือ การวิ่งแนวฟ้า-ดิน

เมื่อใดพลังฟ้า-ดิน-บน-ล่าง เข้าออกผ่านร่างกายเป็นเส้นตรง
สะดวกและทะลุปรุโปร่ง ร่างกายสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตก็จะสบาย กระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวา
เมื่อพลังฟ้า-ดินที่พยายามเสาะหาขั้วตรงข้ามผ่าน ร่างกายเราต้องสะดุด ผิดวงจร ช้าหรือเร็วเกิน
เมื่อนั้นเราป่วยเรามีอาการผิดปกติตามอวัยวะที่พลังสะดุด พลังฟ้าแรง
เกิน กดลงล่าง ท้องก็จะร่วง อุจจาระเป็นน้ำ เมื่อใดพลังฟ้าพร่องอ่อน
ในขณะพลังดินแกร่งเกิน พลังหยินจะดันขึ้นเบื้องบน ก็จะมีอาการ อาเจียน ปวดศีรษะ เป็นหวัด
น้ำมูกไหล แพทย์จีนจึงบัญญัติเป็นคำสอนสั่งว่า
พื้นดินกับคนมิใช่สอง แต่เป็นหนึ่งต่อหนึ่งกัน
หมายถึงกฎฟ้า-กฎดิน-กฎของคนเป็นกฎเดียวกัน
ในวิชาฮวงจุ้ยที่คนจีนนิยมดูตำแหน่งที่ตั้งอาคาร
บ้านเรือนว่า ทิศใดเป็นคุณ ทิศใดเป็นโทษ ก็ด้วยอุปกรณ์สำคัญเรียกล่อ-แก เป็นเข็มทิศติดตั้งบนแผ่นไม้หมุนรูป สี่เหลี่ยมภายนอก (คือโลก) วงกลมตรงกลางคือ เข็มทิศ (ฟ้า) การหาตำแหน่งของคนก็คือ
การปรับรูปวงกลมให้ได้ตำแหน่งสมดุลหรือคู่ควรกับตำแหน่งสี่เหลี่ยมแทนโลก หรือพื้นดิน วิธีการของวิชาฮวงจุ้ยนี้เป็นที่ยอมรับและแพร่หลายกันมานับพันปีแล้ว
แต่เราไม่ควรหยุดแค่การใช้วิชาฮวงจุ้ยกับการหาตำแหน่งสมดุลกับบ้าน
เราควรจะพัฒนานำมาใช้กับการรักษาโรคและการปรับดุลพลังในร่างกาย
คนเราได้ดีเช่นกัน ปรัชญาจีนกล่าวว่า คนกับจักรวาลมีธรรมชาติเดียวกัน
ดังนั้น ล่อ-แก เข็มทิศจีนก็น่าที่จะมีประโยชน์ต่อการ
คำนวณพลังให้กับร่างกายสุขภาพคนเราได้
คนเรานั้นมีสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติอาจแบ่งได้ 7 ระดับ

ระดับที่ 1 คือสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวที่สุดคือ สภาวะร่างกายภายในหรือ
(Homeostasis) ระดับเลือด/น้ำตาล/อุณหภูมิสภาพกรด/ด่าง/ปริมาณของเหลว/น้ำและลมหายใจ ฯลฯ
ระดับนี้คือเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการรักษาโรคทุกชนิดเพราะร่างกายมี
สภาวะสิ่งแวดล้อมภายในที่อยู่ใกล้ และอยู่ในการดูแลรับผิดชอบของเรา
ดังนั้น อาหารการกินก็ดี กิจการใดๆ ก็ดี ที่เรากระทำ
ย่อมมีผลโดยตรง และมีความสำคัญของสาเหตุกำเนิดโรคอันดับแรก
ที่เราต้องคำนึงและแก้ไข

ส่วนระดับ 2 ถึง 7 เป็นสิ่งแวดล้อมภายนอก ซึ่งเป็นอันดับสำคัญ รอง
ถัดไปจากเสื้อผ้าที่ห่อหุ้มร่างกาย เครื่องประดับตัวสายสร้อย แหวน นาฬิกา รองเท้า เข็มขัด ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งแวดล้อมระดับ 2 ถัดตัว เราออกมา เครื่องประดับกายส่วนมาก
ในปัจจุบันเป็นโลหะ เป็นสารสังเคราะห์หรือเป็นวัสดุที่ก่อให้เกิดประจุ
สังเคราะห์เหนี่ยวนำผิดธรรมชาติเข้าสู่ร่างกาย หรือบางครั้ง เครื่อง
ประดับก่อให้เกิดสนามแม่เหล็กปิดกั้น พลังฟ้า-ดิน ธรรมชาติมิให้ไหลบรรจบพบกันได้สะดวก
จึงเกิดการสะดุดหรือลัดวงจรต่อร่างกายได้

ทัศนคติของคนในยุคปปัจจุบันกับการรักษาโรค
เนื่องจากสถาบันแพทย์ในประเทศเรานี้ ได้รับอิทธิพล
จากตะวันตกอย่างเต็มที่ การรักษาพยาบาลคนไข้จึง
ถูกกำหนดและใช้ภาษาทั้งระบบของแพทย์วิทยาการ
สมัยใหม่ ความคิดเรื่องวิธีการรักษาจึงมีหลายวิธีตั้งแต่การรับประทานยา การผ่าตัด การฉายแสง
การรับประทานยาสมุนไพร การรดน้ำมนต์ การสะเดาะเคราะห์ การเข้าทรง
การนั่งสมาธิ การรับประทานผลไม้ล้วนๆ ฯลฯ
นอกจากนี้ยังมีวิธีการอีกมากมายล้วนแต่อ้างเหตุผลสนับสนุนว่าเป็นการรักษาที่ดีที่สุด
แต่วิธีการทั้งหลายที่กล่าวมานี้ หากเราหันมาเข้าใจ วงจรพลังทั้ง 7 ระดับในธรรมชาติ เราก็จะลดความสับสนลง
เพราะแต่ละวิธีล้วนเป็นไปได้ขึ้นอยู่ว่าเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมระดับใด เป็นการบำบัด
พลังในร่างกายขั้น 3 ขั้น คลื่นจิตและสนามแม่เหล็ก ซึ่งยังห่างไกลจากพลังขั้น 7 ที่มีพลังเลือดที่ได้รับมาจากสารอาหารเป็น
พื้นฐานการฝึกสมาธิจะบำบัดได้ก็ต่อเนื่องเมื่อผู้ป่วยปรับปรุงเรื่องอาหาร
การกินเป็นหลักก่อนแล้วเสริมด้วยการฝึกสมาธิจึงจะเป็นผล คนไข้ปวดท้องเพราะอาหารเป็นพิษ ไม่มีจิตใจนั่งสมาธิ
คนเป็นโรคเบาหวาน หากไม่ลดน้ำตาล อารมณ์ยิ่งหงุดหงิด จะนั่งสมาธิคงจะไม่ได้ผลคนป่วยรับประทานยา หรือสมุนไพรก็ควรจะใช้เป็นวิธีการระยะสั้น ชั่ว คราว ไม่ควรใช้นานเกินไป เพราะจะมีผลข้างเคียงดังนั้น จะเห็นได้ว่า ไม่
ว่าการบำบัดรักษาด้วยวิธีใดก็ตาม จะต้องเริ่มต้นที่การควบคุมและปรับ
ดุลอาหารก่อนเป็นหลักวิธีการอื่นจึงเป็นการบำบัดเสริมรวมไปด้วย จึง
จะได้ผลดีกว่า เริ่มต้นด้วยการรับประทานข้าวกล้อง หุงด้วยหม้อดิน แช่ค้างคืน
ใส่เกลือทะเลเล็กน้อยคลุกข้าวด้วยงาคั่วบดคลุกเกลือ (gomashid) เสริมด้วย
ต้มผัก จับฉ่าย สาหร่ายทะเล ถั่วแดงถั่วดำ ไชโป้ว ผักกาดดองเต้าเจี้ยว จิบน้ำชา อมบ๊วยเสริม
เดินเท้าเปล่าบนสนามหญ้า นอนหันศีรษะไปทาง ทิศเหนือ เพื่อรองรับสนามแม่เหล็กโลกปรับตัวเอง
เหมือนเข็มทิศเพราะกระดูกสันหลังก็คือเข็มทิศที่ธรรมชาติให้ติดตัวมา ขั้วอวัยวะเพศกับขั้วสมอง
เป็นศูนย์รวมประจุไฟฟ้าสถิตในร่างกาย เมื่อเวลานอนตอนกลางคืนเราหันศีรษะขั้วเหนือใต้
เราจะได้รับพลังธรรมชาติบำบัดสูงสุด เหมือนเสาอากาศทีวี ใครนอนไม่
ตรงทิศก็พลาดโอกาส อดรับโบนัสที่ควรจะได้เครื่องอำนวยความสะดวก
ภายในบ้าน สิ่งใดใกล้หรือถูกตัวสัมผัสผิวหนัง เลี่ยงกระแสไฟฟ้าถูกร่างกาย
เตาอบไฟฟ้า อาหารแช่ใน ตู้เย็นนานให้หลีกเลี่ยง อาหารกระป๋องอย่าแตะ สิ่งเหล่านี้ล้วนก่อประจุสังเคราะห์ ทำลายภูมิ
ต้านทานโรคของร่างกาย ทำให้เราอ่อนแอลง อ่อนเพลียง่าย ความจำเสื่อม ขี้ลืม
ผ้านุ่งห่มใช้ผ้าแพร ผ้าฝ้าย ฝ้าใยธรรมชาติ เลี่ยงใยสังเคราะห์
เลี่ยงการเปิดโทรทัศน์นานในห้อง เลี่ยงผลิตภัณฑ์พลาสติก เฟอร์นิเจอร์ ฟองน้ำ ปลูกต้นไม้ในกระถางนำ
มาตั้งในห้องเพิ่มความเขียวชอุ่ม เลี่ยงการอาบน้ำแบบรวดเป็นขัด
นานเกินไปอาบน้ำ แช่น้ำนานร่างกายจะสูญเสียเกลือแร่ไปทำให้
อ่อนเพลียง่าย ผมจะหงอกเร็วกว่าปกติ เปิดหน้าต่างให้ลมโกรกได้ ถ่ายเทสะดวกถึงแม้เปิด
แอร์ก็ให้เปิดช่องลมไว้ถ่ายเทอากาศเสีย นำอากาศบริสุทธิ์เข้ามาทดแทนใหม่ได้
ทุกครั้งหลังตื่นนอนให้ใช้ลิ้นดุนเพดานหมุนไปรอบๆ เพื่อช่วยขับน้ำลาย
ออกมา น้ำลายเหล่านี้เมื่อคืนได้สะสม ประจุจากศีรษะสมองลงสู่ลิ้นไก่
ชาร์จน้ำลายเรียบร้อยรอเป็นภูมิประจำตัวประจำวัน หากเราได้
รับพลังจากน้ำลายเคลือบผนังกระเพาะ จะช่วยให้กระเพาะแข็งแรง ย่อยอาหารได้ดี น้ำ
ย่อยก็เข้มข้นด้วย ช่วยเป็นวัตถุดิบอย่างดีที่จะสร้างเม็ดเลือดใหม่ในวัน
ต่อไป การนอนหันทิศเหนือ-ใต้เป็นการรักษาแบบเสริมด้วย
พลังขั้น 3 คือ สนามแม่เหล็กธรรมชาติที่เป็นระดับเดียวกับการฝึกสมาธิ
และการปล่อยวางลดความเครียด และประเด็นสำคัญก่อนนอน 3 ชั่วโมง
มิควรรับประทานอาหารหนัก เพราะร่างกายไม่สามารถย่อยได้เสร็จสมบูรณ์
สารอาหารไม่ได้ใช้ กลายเป็นส่วนเกิน นำไปสู่ต้นเหตุของการเกิดเศษส่วนเกิน
แปรรูปทุกระดับในร่างกาย ทั้งน้ำหนักตัว การนอนกรน
การนอนขบฟัน การนอนน้ำลายไหล การฝันร้าย
การนอนละเมอ ล้วนเป็นสภาวะการรับประทานอาหารผิดมากเกินไป จะ
เห็นได้ว่า ตัวเราหันมาประยุกต์ศาสตร์ของฮวงจุ้ย การหาตำแหน่งที่
เหมาะสมกับภูมิสถาปัตย์เข้ากับร่างกาย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของสิ่งแวดล้อมของพลังในธรรมชาติทั้ง 7 ระดับ
เราจะเข้าใจและหันมาให้ความสำคัญแก่การเลือกรับประทาน และการปรุง
อาหารให้ถูกวิธี แทนที่จะปล่อยโอกาสนี้ คอยแต่หาซื้อยา ตามคำ โฆษณาชวนเชื่อของผู้ผลิต
ผู้หวังค้ากำไรโดยไม่คำนึงถึงผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิตและสุขภาพของเพื่อนมนุษย์ส่วนรวม
เราจะเข้าใจธาตุแท้ของพื้นฐานระดับจิตใจของคนตะวันตก ต้นกำเนิด
แนวความคิดทุนนิยม ใครจะรักและรู้จักตัวเราดีเท่าเราเรียนรู้เท่าทัน
วิทยาการสมัยใหม่ก่อนจะสายเกินไป

พฤศจิกายน 9, 2005

" T- 2 " เทคโนโลยีการแพทย์ไทย รับมือโรคเขตร้อนที่ถูกประเทศตะวันตกละเลย

Filed under: การแพทย์ — witclub @ 6:43 pm

เทคโนโลยีฝีมือไทย
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ประเทศไทย เริ่มโครงการ “T-2″ หลังมีความพร้อม ทั้งบุคลากร แหล่งข้อมูล และเงินสนับสนุนการวิจัย เพื่อรับมือกับโรคในเขตเมืองร้อน ไม่ว่าจะเป็นวัณโรค มาลาเรีย ไข้เลือดออก ซึ่งเป็นโรคที่ชาติตะวันตกไม่ให้ความสำคัญในการวิจัย เพื่อผลิตยารักษาโรคเหล่านี้ เหตุเป็นโรคที่เกิดกับกลุ่มประเทศที่ยากจน ไม่ทำกำไรการค้า
เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทผลิตยาเอกชนรายใหญ่รายหนึ่งของโลก ได้บริจาคยาตัวหนึ่งจำนวนหนึ่งล้านหน่วย เพื่อเป็นสาธารณกุศลแก่ชาวแอฟริกาผู้ยากไร้ ซึ่งโดยที่จริงแล้วเพื่อผลิตยาตัวนี้ เพื่อใช้รักษาโรคในสุนัข และยาดังกล่าวขายดีในยุโรปจนได้ผลกำไรมหาศาล แต่ด้วยเหตุบังเอิญ ทีมวิจัยของบริษัทดังกล่าว ได้ค้นพบว่า ยาตัวนี้สามารถออกฤทธิ์เป็นยารักษาโรคที่เกิดในประเทศเขตร้อน ชื่อโรคฟิลาเรียซิส ซึ่งเป็นโรคพยาธิชนิดหนึ่ง ที่ทำให้ตาบอด ยารักษาสุนัขของคนรวย จึงบังเกิดผลพลอยได้ ช่วยรักษาโรคที่เป็นกับคนจนได้ด้วย
กลุ่มประเทศเขตร้อน ได้แก่ ประเทศในทวีปแอฟริกา และส่วนใหญ่ของทวีปเอเชีย ซึ่งรวมถึงประเทศไทย กลุ่มประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนา ยารักษาโรคและเทคโนโลยีทางการแพทย์ เกือบทั้งหมดต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในเขตตะวันตกซึ่งมีอากาศแห้ง และค่อนข้างเย็นกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศดังกล่าว
ดังนั้น งานวิจัยที่ชาติตะวันตกทำขึ้นนั้น บางส่วนก็เป็นโรคที่เกี่ยวข้องแต่ในภูมิภาคตะวันตก บางส่วนก็เป็นโรคที่พบว่าเกิดทั่วโลกและมีผลกระทบในวงกว้างเช่นโรคเอดส์และ โรคมะเร็ง รวมถึงโรคที่สามารถทำรายได้อย่างงามให้แก่ผู้ผลิต ซึ่งมักเป็นยาสำหรับโรคที่เกิดกับผู้มีฐานะความเป็นอยู่ดี เช่น ยาแก้โรคหัวใจ ยาที่เกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ และยาบำรุงเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง และมีอายุยืนยาว เป็นต้น
ขณะที่งาน วิจัยเกี่ยวกับโรคเขตร้อน รวมถึงยาและเทคโนโลยีสำหรับโรคเหล่านี้ กลับมีอยู่น้อยมาก นอกจากนี้โรคเขตร้อน เช่น มาลาเรีย วัณโรค ไข้เลือดออก และโรคหนอนพยาธิ เป็นโรคที่มักเกิดกับคนจนเป็นส่วนใหญ่ จึงขาดแรงจูงใจแก่บริษัทผลิตยาชั้นนำ ในการผลิตยาและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรักษาโรคเหล่านี้
ส่วนประเทศไทยของ เรา แม้จะจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีภูมิอากาศร้อนชื้น แต่โชคดีกว่าชาติอื่นๆ ตรงที่มีความพร้อม โดยมีองค์ประกอบที่จำเป็นต่อการพัฒนาทางสาธารณสุขอย่างยั่งยืนครบทั้ง 3 ประการ ประการแรก คือ นักวิทยาศาสตร์ไทย โดยเฉพาะแพทย์และนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ จัดได้ว่าเป็นบุคลากรที่มีความสามารถเป็นที่ยอมรับในระดับโลก
ประการ ที่ 2 แพทย์และนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้เปรียบนักวิทยาศาสตร์ หรือแพทย์ตะวันตก ที่แม้จะมีเทคโนโลยีทันสมัย แต่ก็ขาดทักษะความชำนาญในด้านโรคเขตร้อน เมื่อเทียบกับบุคลากรของเรา ซึ่งถือเป็นความพร้อม
ประการสุดท้าย เรามีแหล่งเงินทุนสนับสนุนการวิจัยถึง 3 แหล่งด้วยกัน ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ( ศช.) ในสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และองค์การอนามัยโลก (TDR/WHO)
ดังนั้น ไทยจึงได้จัดทำ โครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อป้องกันและบำบัดโรคเขตร้อน (Thailand – Tropical Diseases Research Programme) ซึ่งมีชื่อเรียกย่อว่า ” T – 2″ ขึ้น เพื่อวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น ยา น้ำยาที่ใช้ตรวจวินิจฉัยโรค รวมถึงวัคซีนสำหรับโรคเขตร้อนโดยเฉพาะโรคเขตร้อนที่กำลังมีการวิจัยกันอยู่ ในโครงการ T – 2 ” ขณะนี้ ได้แก่ มาลาเรีย วัณโรค ไข้เลือดออก ไวรัสตับอักเสบ โรคหนอนพยาธิ โรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร และโรคแทรกซ้อนที่เกิดกับผู้ป่วยโรคเอดส์ ซึ่งหากทำสำเร็จจะสามารถช่วยลดอัตราการเกิดโรค และลดต้นทุนการนำเข้าเวชภัณฑ์จากต่างประเทศได้เป็นจำนวนเงินมหาศาล
ส่วน ความก้าวหน้าของโครงการ “T – 2″ ในขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนการศึกษาและดำเนินการจดทะเบียนยากลุ่ม ไดไฮโดรอาธิมิซินิน (Dihydroarthimisinin) ซึ่งออกฤทธิ์เป็นยาต้านมาลาเรีย และใช้ชื่อทางการค้าว่า ทวิซินิน (TWISININ) ซึ่งถือเป็นการขึ้นทะเบียนยาอย่างเป็นสากลเป็นครั้งแรกของคนไทยอีกด้วย
ศ.ยอด หทัย เทพธรานนท์ ผู้อำนวยการโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อการป้องกัน และบำบัดโรคเขตร้อน กล่าวถึงความก้าวหน้าส่วนหนึ่งของโครงการ T – 2 ” ว่า นอกจากการขึ้นทะเบียนยาแก้มาลาเรียตัวแรกที่เป็นลิขสิทธิ์ของคนไทยแล้ว โครงการ T – 2 ” ยังให้การสนับสนุนการวิจัย ทั้งที่เป็นวิทยาศาสตร์พื้นฐานและวิทยาศาสตร์ประยุกต์ รวมถึงการพัฒนาและสร้างนักวิจัยด้านโรคเขตร้อน และให้ทุนในระดับบัณฑิตศึกษาทางด้านระบาดวิทยาโรคเขตร้อน
นอกจากนี้ ยังจัดตั้งห้องปฏิบัติการพิเศษ เช่น ห้องปฏิบัติการเก็บรักษาและจำแนกสายพันธุ์เชื้อวัณโรคในประเทศไทย ห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาสารยับยั้งการเจริญของเชื้อมาลาเรีย รวมถึงสนับสนุนการตั้งโรงงานผลิตยาแคปซูลที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหิดล เป็นต้น
“โครงการ ‘T – 2′ นี้ เป็นการวิจัยโรคเขตร้อนที่เป็นโรคของคนจน งานวิจัยของเราจึงอาจถือได้ว่า เป็นการช่วยคนจนที่ไม่มีเงินซื้อยาแพงๆ ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ งานวิจัยนี้มีความยาก ตรงที่โรคเขตร้อนมักจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เช่น ขณะนี้วัณโรคได้กลับมาเป็นโรคที่เป็นสาเหตุของอัตราการตายสูงสุดอีกครั้ง สาเหตุเนื่องมาจากการกลายพันธุ์ของเชื้อวัณโรคที่ดื้อยา ซึ่งมักพบเป็นโรคแทรกซ้อนในผู้ป่วยโรคเอดส์ และจากที่เคยเป็นโรคที่เกิดกับคนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่สะอาดและกิน อาหารไม่ถูกสุขลักษณะ” ศ. ยอดหทัย กล่าว
โดยปัจจุบันพบว่า คนที่มีฐานะความเป็นอยู่ดีก็เป็นโรคนี้กันมากขึ้น ตัวอย่างเช่นพวกที่ติดเชื้อวัณโรคจากพนักงานขับรถประจำตำแหน่งของตัวเอง โรคเขตร้อน จึงมีผลกระทบในวงกว้างมากขึ้นทุกขณะ รวมทั้งงานวิจัยโรคเขตร้อน จึงเป็นงานที่หนักและยาก และต้องการการสนับสนุนด้านทุนวิจัยอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังต้องการความเสียสละ และความจริงใจ ทั้งจากนักวิจัยอาวุโส รวมถึงนักวิจัยรุ่นใหม่ด้วย
อย่างไรก็ตาม โครงการ ‘T – 2′ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากนักวิทยาศาสตร์ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ การประสานงานและการแลกเปลี่ยนความรู้ทางการแพทย์ จึงไม่ได้จำกัดขอบเขตความร่วมมืออยู่แต่ในหมู่นักวิจัยชาวไทย และในขณะนี้ทางโครงการได้ริเริ่มการจัดตั้งเครือข่ายข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อนักวิจัย แพทย์ และบุคลากรของโรงพยาบาลทั่วประเทศ
รวม ไปถึงประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในเขตร้อนอื่นๆ ก็สามารถเข้ามาใช้เครือข่ายฐานข้อมูลนี้ร่วมกันได้ โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อบำบัดโรคเขตร้อน ซึ่งถือได้ว่าการดำเนินงานของโครงการนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีของความพยายาม ที่จะยืนหยัดอยู่บนลำแข้งของตัวเองของกลุ่มประเทศเขตร้อน รวมทั้งยังเป็นความหวังและความภาคภูมิใจของคนไทย ทั้งในแง่การสาธารณสุขของประเทศ โดยช่วยให้คนไทยมียาและเวชภัณฑ์ที่ผลิตได้เอง ไม่จำเป็นต้องซื้อจากต่างประเทศในราคาแพง และยังจะเกิดผลดีต่อการฟื้นฟูภาวะวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวต่อไป อีกด้วย

มีนาคม 14, 2005

ชุบสาวใหญ่ให้คืนกลับ เป็นสาวน้อย

Filed under: การแพทย์ — witclub @ 5:40 pm

นักวิจัยประเทศเยอรมัน รายงานในวารสาร “การแพทย์นิว อิงแลนด์” ว่าได้ประสบความสำเร็จ อย่างน่าประทับใจ ในการทดลองบำบัด ด้วยการฉีดฮอร์โมนเสริมประจำวันให้แก่ผู้หญิง ด้วยฮอร์โมนสเตียรอยด์ ซึ่งผลิตจากต่อมหมวกไต และมีบทบาทกับการรู้สึกกลับเป็นสาวขึ้นอย่างสำคัญ ฮอร์โมนชนิดนี้ร่างกายสตรี จะผลิตโดยธรรมชาติ ในช่วงอายุ 20-29 ปี แล้วจะค่อยลดน้อยลงเมื่อมีอายุมากขึ้น

นักวิจัยของโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยแพทย์ ได้ทดลองฉีดฮอร์โมน ให้แก่กลุ่มผู้หญิงที่มีวัยเฉลี่ย 42 ปี ติดต่อกันเป็นเวลา 4 เดือน ปรากฏว่า เกือบทุกคนค่อยรู้สึก มีความหวาดกังวลและเศร้าซึมน้อยลง และชักรู้สึกคึกคักขึ้น และถึงจะเลิกฉีดให้แล้ว อาการก็ยังคงดีอยู่ ผู้ที่รับการทดลองหลายรายรู้สึกมีอาการผิวเลื่อม เป็นมัน สิวขึ้นและผมร่วงมากขึ้น แต่บางคนกลับชอบ เพราะปรกติผิวมักจะแห้งและผมร่วงอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยบอกว่าการบำบัดด้วยฮอร์โมนแบบนี้ก็ต้องระวัง อาจแสลงกับผู้หญิงที่ เป็นมะเร็งทรวงอก ที่อาจมีความเกี่ยวพันกับฮอร์โมนได้ ดังนั้น จึงต้องควรอยู่ในความดูแลของแพทย์

มีนาคม 13, 2005

คนแก่ที่ซึมเศร้าโรคหัวใจจะรุมเร้า

Filed under: การแพทย์ — witclub @ 6:16 pm

นักวิจัยในอเมริกา พบว่าคนแก่ที่มีอาการซึมเศร้า มักจะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจ หัวใจวาย และโรคลมปัจจุบัน ได้มากวารสาร ของสมาคมโรคหัวใจ อเมริกัน รายงานผลการวิจัยของ ดร.เคิร์ต เฟอร์-เบิร์ก ศาสตราจารย์ ด้านสาธารณสุข มหาวิทยาลัยเวค ฟอร์เรสต์ ว่า ในการศึกษาซึ่งใช้เวลา 10 ปี ได้วิจัยกับผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป จำนวน 4,493 คน พบว่า กลุ่มคนที่มีอาการซึมเศร้า สลดหดหู่ หวาดกลัว โกรธง่าย นอนไม่ค่อยหลับ จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะกินอาหารไม่ค่อยถูกสุขลักษณะ หรือรู้สึกไม่ค่อยอยากออกกำลังกาย หรือเป็นด้วยองค์ประกอบอื่น ทางร่างกายที่เป็น เหตุให้เกิดทั้งการซึมเศร้าและโรคหัวใจตามมา โดยที่ในช่วงแรก ไม่ได้ตรวจพบว่าเป็นโรคหัวใจ แต่เมื่อติดตามศึกษาเป็นเวลา 10 ปี ก็พบว่าคนที่มีอาการดังกล่าว มักจะมีอาการที่เกี่ยวกับโรคหัวใจ

นัก วิจัยกล่าวว่า คนที่ซึมเศร้า มักจะมีแนวโน้มออกกำลังกายน้อย สูบบุหรี่มาก และกินอาหารที่ไม่ค่อย เป็นประโยชน์ต่อ สุขภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้สูง การที่สุขภาพจิตเคร่งเครียด อาจจะเป็นสาเหตุ ที่ทำให้เส้นเลือดอุดตันได้ด้วย

ธันวาคม 20, 2004

ฝังตับอ่อนเทียมให้คนไข้เบาหวาน

Filed under: การแพทย์ — witclub @ 3:35 am

ฝังตับอ่อนเทียมให้คนไข้เบาหวาน

(37 คำในบทความ)
(6 คนอ่าน) หน้าเกสารสำหรับเครื่งพิมพ์

ศาสตราจารย์วิชาศัลยกรรมฝรั่งเศส ได้ผ่าตัดใส่เครื่องตับอ่อนเทียมให้แก่คนไข้เบาหวาน แบบที่ต้องคอยฉีดอินซูลินให้ตนเอง เพื่อคอยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด อยู่เป็นประจำ เครื่องตับอ่อนเทียม จะคอยวัดระดับน้ำตาลในเลือด และขับอินซูลินในเครื่อง เข้ากระแสโลหิตของผู้นั้น จึงจะต้องคอยเติมอินซูลินใหม่ให้แก่เครื่องทุกๆ 3 เดือน และคาดว่าเครื่องจะสามารถใช้งานได้นานสองปี
การ ทดลองผ่าตัดใส่เครื่องตับอ่อนเทียมให้ในช่องท้อง กำหนดจะทำกับคนไข้เบาหวานด้วยกัน 50 ราย เป็นในฝรั่งเศส 10 ราย และในอเมริกา 40 ราย คนไข้รายแรกยังจำเป็นต้องนอนโยงอยู่กับระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อหมอจะได้คอยติดตามการทำงานของเครื่องได้ แต่ต่อไปเชื่อว่าคนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดใส่เครื่อง จะสามารถไปไหนมาไหนได้
โดยคุณ : วิทยาการ

กรกฎาคม 20, 2004

เซีย-ฮั้ง-หลุง คุณไม่จำเป็นต้องป่วย

Filed under: การเรียนรู้, การแพทย์ — witclub @ 3:10 am

ศิลปะการป้องกันตัวเบื้องต้น การวินิจฉัยอาการผิดปกติของตนเอง
ตามหลักปรัชญาแพทย์จีนแบบหยิน-หยาง
คนจีนเฝ้าสังเกตอาการผิดปกติของตนเองนานแต่อดีตกาลว่าทุกสิ่งในธรรม
ชาติล้วนหมุนเวียนปรับเปลี่ยนตามวงโคจร จากวันเป็นคืน จากเดือนเป็นปี จากอากาศร้อนเป็นหนาว จากเมล็ดกลาย
เป็นต้น จากร้อนเป็นเย็น หรืออีกนัยหนึ่งจากสภาวะหยินสู่หยาง และหยางสู่หยิน
ร่างกายและสุขภาพก็เช่นกัน จากปกติสู่อาการผิดปกติ จากอาการผิดปกติเช่น อาการโรครุนแรงและเรื้อรังในที่สุด
ดังนั้น โรคภัยไข้เจ็บย่อมมีวงจรพัฒนาเหมือนกับสิ่งอื่น ไม่มีการยกเว้น
กว่า 1,800 ปีที่แล้วมา แพทย์จีนชื่อ จาง จง จิง ผู้เขียน
คัมภีร์เซีย-ฮั้ง-หลุง บัญญัติจากประสบการณ์การตรวจอาการของผู้ป่วยนับ
ร้อยสรุปได้ความว่า อาการผิดปกติของร่างกายคนเรา เมื่อเริ่มจะพัฒนาไปสู่การเป็นโรค
ล้วนมีอาการขั้นแรกคล้ายคลึงกัน และ โรคต่างๆ ก็ล้วนพัฒนาตามวงจรเหมือนกัน
โดยท่านระบุแบ่งเป็นภาษาหยิน-หยางว่า โรคทุกโรคพัฒนาจากอาการที่เป็นหยางสู่หยินและ
ในที่สุดหยินสุดคือ เสียชีวิต ในหยางและหยินแบ่งอีกเป็นหยาง 3 ช่วงก่อน
และต่อด้วยหยินอีก 3 ช่วง โรคพัฒนาจากหยาง 1 สู่หยาง 2 สู่หยาง 3
โรคสามารถบำบัดและบรรเทาได้ก็จะหายได้ในขั้นหยาง 3 แต่ถ้าอาการหยาง
ขั้น 3 เราไม่สามารถบรรเทาหรือแก้ไขได้ โรคจะพัฒนาเข้าสู่วงจรหยิน ซึ่งยากแก่การรักษาและ
ยิ่งหยิน 2 สู่หยิน 3 ยิ่งยากแก่การเยียวยาแก้ไข หากกินเวลาหยิน 3 การเสียชีวิตก็ เป็นไปได้สูง ดังนั้น ท่านจึงเขียนตำราอธิบายลักษณะของแต่ละขั้นตอนของ
อาการและการพัฒนาของโรค เพื่อเป็นความรู้และหลีกเลี่ยงการสูญเสียสุขภาพที่ไม่
สามารถรักษากลับคืนให้ดีเหมือนเดิมได้

การสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายในเบื้องต้นให้ดูว่า
เป็นอาหารหยิน-หยาง และอยู่ในช่วงใดของการพัฒนา
และภูมิต้านทานของร่างกาย เราอยู่ในระดับใดที่จะปรับดุลกับโรคได้
ทุกโรคเริ่มต้นด้วยการหยาง เพราะหยางคืออาการของการป้องกันตัว
โดย ธรรมชาติของระบบในร่างกาย และหยางก็คือ พลังชีวิตหรือ ภูมิต้านทานที่เราทุกคนมีอยู่แล้วในตัว เมื่อเริ่มผิดปกติ ทุกคนล้วนยังมีภูมิ
ต้านทาน มีพลังความร้อนต่อสู้ปรับตัวกับความผิดปกติทุกระดับ อาการหยางจึงเป็นอาการที่เรายังได้
เปรียบและมีโอกาสที่จะรักษาตัวหรือบรรเทาให้ลุล่วงกลับมาสู่สภาพปกิติได้
ไม่ยาก แต่หากเราปล่อยปละละเลยหรือไม่สนใจ ทั้งยังทำความผิดในเรื่อง
อาหารการกิน การอยู่ ฝืนธรรมชาติเพิ่มหนักขึ้น ร่างกายจะเริ่มอ่อนแอลงจนถึงจุดที่โรคพัฒนาเข้าสู่
วงจรของหยิน ซึ่งมีอาการที่ยากแก่การแก้ไขหรือต้องใช้เวลานานกว่า และต้องใช้ยาที่แรงกว่า ดังนั้น การหมั่น
สังเกตและทำความเข้าใจของอาการผิดปกติของร่างกาย ย่อมทำให้เราไม่ตั้ง
อยู่ในความประมาท ทั้งยัง การเป็นหมอประจำตัวเราเองก่อน ที่จะรอพึ่งผู้อื่น
การใส่ใจในสุขภาพจึงต้องเริ่มต้นนับแต่วันนี้ด้วยการเริ่มแบ่งอาการแบบหยิน-หยาง ง่ายๆ
ที่ต้องใช้เวลาและทำให้เราหันมาเข้าใจให้คุณค่าสุขภาพของตัวเราเองมากขึ้น
การทำความเข้าใจระดับขั้นของอาการของโรคจำเป็นต่อการตัดสินใจในการ
เลือกสรรหายาหรือสมุนไพร หรือวิธีการบำบัดให้ถูกโรค ถูกเวลาแต่ละขั้น
แต่ละอาการล้วนมีแนวโน้มและวงจรของอาการแฝงอยู่การเฝ้าสังเกตและรวบรวมข้อมูลของอาการย่อมเป็นการ ง่ายต่อการบำบัดให้
ถูกโรค และเป็นการเลี่ยงที่จะซ้ำเติมอาการที่กำลังจะทุเลากลับเป็นทรุดหนักลงไปอีก
แต่ละขั้นตอนของอาการของโรคนั้น แพทย์จีนได้บัญญัติรายละเอียดของส่วน
ประกอบต่างๆ ของตัวยาสมุนไพรหรืออาหารการกินเพื่อแก้พิษหรือเสริม
บำรุงไว้อย่างละเอียด และสรรพคุณน่าเชื่อถือ ได้ผลเป็นที่ยอมรับกันมา
หลายร้อยหลายชั่วคน จึงน่าเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนยุคปัจจุบันที่ไม่ประสงค์
จะพึ่งยาแผนปัจจุบันที่นับ วันมีแต่ผลข้างเคียงอันไม่พึงปรารถนา
โดยคุณ : ภูมิปัญญาตะวันออก -

มิถุนายน 20, 2004

พบวิธีใหม่ตรวจเลือดแม่ หาลักษณะปัญญาอ่อนลูก

Filed under: การแพทย์ — witclub @ 3:36 am

วารสารการแพทย์แลนเซ็ทของอังกฤษ รายงานผลการวิจัยเบื้องต้นของทีมนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งใช้หน่วยถ่ายพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ของทารกที่พบในเลือดของแม่ มาตรวจหาลักษณะอาการปัญญาอ่อนหรือ ดาวน์ ซินโดรม ของลูกในท้องได้สำเร็จแล้ว ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ผู้หญิงอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป มักจะมีความเสี่ยงที่จะคลอดลูกออกมา กลายเป็นคนปัญญาอ่อนสูง

ใน ปัจจุบัน วิธีตรวจสอบอาการปัญญาอ่อนของทารกในครรภ์ จะอาศัยวิธี “แอมนิโอเซนทีซิสิ” (Am-niocentesis) โดยใช้เข็มจิ้มดูดของเหลว จากถุงน้ำคร่ำในท้องแม่มาตรวจ แต่บางรายแม่อุ้มท้องมาหลายเดือนแล้ว ทำให้แทบไม่มีเวลาตัดสินใจทำแท้ง อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญกล่าวเตือนว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไป ที่จะด่วนสรุปว่า จะสามารถนำวิธีการใหม่นี้ ไปใช้แทนวิธีการเดิม และเสนอให้มีการทดสอบกลุ่มใหญ่กว่านี้ เพื่อประเมินผลความแม่นยำ ในการวินิจฉัยของวิธีตรวจสอบแบบล่าสุด

มีนาคม 20, 2004

ควานสมองหาจุดหรรษา

Filed under: การแพทย์ — witclub @ 2:59 am

นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ โรงเรียนแพทย์ โรเชสเตอร์ของสหรัฐฯ เผยว่า สมองส่วนน้อยทางด้านหน้า เป็นส่วนที่รับรู้ เรื่องตลก และเชื่อว่าอารมณ์ขันของคนเรา เท่ากับเป็นตุ้มถ่วงอารมณ์ อันไม่พึงปรารถนาต่างๆ อย่างเช่น ความกลัว เป็นต้น
เขา และคณะได้ทดสอบกับอาสาสมัคร โดยใช้ เครื่องคลื่นแม่เหล็ก ตรวจค้นหาสมองส่วนที่มีหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์ขัน ที่ผ่านมา ยังไม่ค่อยมีการศึกษาเกี่ยวกับอารมณ์ขันนัก การเข้าใจพื้นฐานของอารมณ์ดี อาจจะช่วยให้เข้าใจในอารมณ์เสียด้วย ทำให้รู้ว่า เหตุใดอัมพาต ของสมองส่วนหน้า ถึงทำให้บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไปได้ อย่างเช่นการหมดอารมณ์ขัน สมองส่วนเดียวกัน ยังเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจทางสังคม และอารมณ์ กับการคิดอ่านล่วงหน้าด้วย

บลอกที่ WordPress.com .