ชมรมศึกษาผลงานวิทยากร เชียงกูล

เมษายน 3, 2007

ค่ารถชวนคิด

Filed under: วิธีคิด — witclub @ 3:31 am

ใน กทม.มีระบบขนส่งมวลชนหลายอย่าง ให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม ความสะดวกสบายและระยะเวลาการเดินทาง

มีผู้ที่เดินทางจากสะพานควายไปยังงานสัปดาห์หนังสือ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตต์ ได้รวบรวมข้อมูลค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาดังนี้ โดยเดินทางกัน 2 คน

นั่งรถไฟฟ้า BTS จากสถานีสะพานควาย – สถานีอโศก 40 บาท รวม 2 คน เป็น 80 บาท ต่อรถเมล์สาย 136 คนละ 7 บาท รวม 14 บาท รวมค่าเดินทาง 94 บาท

ขากลับ นั่งรถตุ๊กตุ๊กจากศูนย์สิริกิตติ์มาลงสถานี BTS อโศก ค่ารถ 40 บาท ขึ้น BTS มาลงสถานีสะพานควาย = 80 บาท รวมค่าเดินทาง 120 บาท

อีกวัน นั่งแท๊กซี่จาก สะพานควาย มายังศูนย์สิริกิตต์ ค่ารถรวม 87 บาท

ขากลับ จากศูนย์สิริกิตติ์ นั่งรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานีพหลโยธิน (เซ็นทรัลลาดพร้าว) คนละ 33 บาท 2 คน รวม 66 บาท ต่อรถเมล์ไปสะพานควาย รถเมล์ธรรมดา คนละ 7 บาท 2 คนรวม 14 บาท รวมค่าเดินทาง 80 บาท

คุณอยากจ่ายค่าเดินทางเท่าไหร่ครับ
94 บาท
120 บาท
87 บาท
80 บาท

มีนาคม 28, 2007

การฝึกภาษาอังกฤษจากการดูหนังที่ได้ผล

Filed under: วิธีคิด — witclub @ 3:41 am

หลายคนเลือกที่จะฝึกพูด ฟังภาษาอังกฤษจากการชมภาพยนตร์ หนังต่างประเทศ โดยการฟังสำเนียงการพูด และทำความเข้าใจในเนื้อหาให้รู้เรื่อง คนที่ฝึกภาษาด้วยวิธีการนี้แล้ว ได้ผล ฟัง พูด ภาษาอังกฤษได้รู้เรื่อง

มีคนที่ลองใช้วิธีการเช่นนี้อีกหลายคน ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง

มีคำแนะนำว่า หากจะเลือกฝึกภาษาด้วยวิธีนี้ เลือกหนัง soundtrack ที่เป็นหนังเก่าๆ ซึ่งสำเนียงภาษาพูดจะฟังชัดเจนกว่า หนังสมัยใหม่ จะฟังสำเนียงได้ชัด เข้าใจ ถูกต้อง ไม่ต้องฟังสำเนียงที่เพี้ยนไปตามยุคสมัย

เปิดฟังหลายๆครั้ง ครั้งแรกๆ ทำความคุ้นเคยกับสำเนียง ครั้งต่อๆไป จะเข้าใจความหมายได้ง่ายขึ้น

หยิบประเด็นมาขยายเพิ่มเติม นำมาจากรายการ ที่นี่ไม่มีการเมือง โดย คุณสนธิ ลิ้มทองกุล
จาก FM 97.75 MHz คลื่นยามเฝ้าแผ่นดิน 22.00-23.00 น.
http://www.managerradio.com

ข้อคิดจากการคบคน กับเป้าหมายวงกลม 2 วง

Filed under: วิธีคิด — witclub @ 1:07 am

ในสังคมเรามักจะพบเห็นคนที่ดีมากๆ perfect มากๆ แต่คนที่ดีมากๆ มักจะมีอะไรบางอย่างแอบแฝงอยู่ ซึ่งโดยธรรมดาแล้ว คนเราทุกคน ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ในตัวคน

มีข้อที่น่าคิดว่า รู้หน้าไม่รู้ใจ
สังคมไทย เป็นสังคมของการสร้างภาพ ทุกคนจะมีมารยาท เพื่อการสร้างภาพพจน์ที่ดี ซึ่งถือว่า เป็นการปิดบังตัวตนที่แท้จริง

เมื่อเราพบคนที่พูดจาหยาบคาย กระด้าง คนๆนั้น จริตของเขาเป็นอย่างไร ก้จะเห็นอย่างนั้น ไม่ต้องทายใจให้เสียเวลา ดูๆแล้วจะน่าคบหามากกว่า

การคบคนนั้น ควรมีการตั้งเป้าหมายไว้ โดยมีวงกลม 2 วงซ้อนกัน

วงกลมวงนอก หมายถึงคนที่รู้จักกัน
วงใน หมายถึงเพื่อน ซึ่งสามารถที่จะพูดได้ทุกเรื่อง ช่วยเหลือ ให้กำลังใจ พร้อมทั้งเป็นคนที่จะให้อภัยแก่เรา

หลายคนตั้งเป้ากับคนที่รู้จักกับเราว่า เป็นเพื่อน ซึ่งทำให้หลายคนพบกับความผิดหวัง ซึ่งหลายคนมักจะเอาตัวเองไปวัด และคิดว่า เมื่อเราช่วยเขาแล้ว ทำไมเขาจึงไม่ช่วยเราบ้าง ทำไมไม่จริงใจเลย

นั่นคือ เขาเห็นเราเป็นแค่คนรู้จักเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อน ในขณะที่เรามองเห็นเราเป็นเพื่อน

ดังนั้น ในการคบหาคน ให้รู้จักตัวเอง รู้จักสติ รับรู้
ถ้ารัก อย่ารักให้หมด แต่ให้รู้ว่า กำลังรัก กำลังหลง อย่างมีสติ

หยิบประเด็นมาขยายเพิ่มเติม นำมาจากรายการ ที่นี่ไม่มีการเมือง โดย คุณสนธิ ลิ้มทองกุล
จาก FM 97.75 MHz คลื่นยามเฝ้าแผ่นดิน 22.00-23.00 น.
http://www.managerradio.com

มีนาคม 27, 2007

..เรื่องดีๆ ที่คุณอาจลืม..

Filed under: วิธีคิด — witclub @ 1:46 am

เช้านี้เปิดตู้จดหมายดู มีเรื่องดีๆ นำมาแบ่งปันอีกแล้ว ..

อันที่จริงเคยอ่านเรื่องนี้นานมาแล้วค่ะ ทว่า อ่านแล้วอ่านอีก จะเป็นไรไป

ข้อความในจดหมายลูกโซ่นั้น นั้นเขียนเอาไว้ไว้ว่า ..

ทุกวันนี้เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้น ….แต่ความอดกลั้นน้อยลง
• เรามีบ้านใหญ่ขึ้น…. แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง
• เรามียาใหม่ ๆ มากขึ้น…. แต่สุขภาพกลับแย่ลง
• เรามีความรักน้อยลง…. แต่มีความเกลียดมากขึ้น
• เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว …. แต่เรากลับพบว่าแค่การข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านกลับยากเย็น
• เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว….แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง
• เรามีรายได้สูงขึ้น….แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำลง
• เรามีอาหารดี ๆ มากขึ้น….แต่สุขภาพแย่ลง
• ทุกวันนี้ทุกบ้านมีคนหารายได้ได้ถึง 2 คน …..แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น บ้านสวย ๆ กลายเป็นบ้านแตกสาแหรกขาด

ดังนั้น จากนี้ไป ขอให้พวกเรา อย่าเก็บของดี ๆ ไว้โดยอ้างว่าเพื่อโอกาสพิเศษ เพราะทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่คือ โอกาสที่พิเศษสุด แล้ว จงแสวงหา ‘การหยั่งรู้’ จงนั่งตรงระเบียงบ้านเพื่อชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่โดยไม่ใส่ใจกับ ‘ความอยาก’

จงใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูง คนที่รักให้มากขึ้น กินอาหารให้อร่อย ไปเที่ยวในที่ที่อยากจะไป

ชีวิต คือโซ่ห่วงของนาทีแห่งความสุขไม่ใช่เพียงแค่การอยู่ให้รอด เอาแก้วเจียระไนที่มีอยู่มาใช้เสีย น้ำหอมดี ๆ ที่ชอบ จงหยิบมาใช้เมื่ออยากจะใช้ เอาคำพูดที่ว่า”สักวันหนึ่ง”ออกไปเสียจากพจนานุกรม บอกคนที่เรารักทุกคนว่าเรารักพวกเขาเหล่านั้นแค่ไหน

อย่า ผลัดวันประกันพรุ่ง ที่จะทำอะไรก็ตาม ที่ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที มีความหมาย เราไม่รู้เลยว่าเมื่อไรมันจะสิ้นสุดลง

ขอให้มีความสุขกับทุกนาทีที่ผ่านไปนะคะ ..

ที่มา Blog ของคุณ xanax71

มีนาคม 26, 2007

แนวทางการเขียน blog พร้อมกับการพัฒนาศักยภาพและพลังสมองในตัวคุณ

Filed under: วิธีคิด — witclub @ 3:19 am

ใครๆก็เขียน blog กันทั้งนั้น บ่อยบ้าง นานๆวันเขียนทีหนึ่งบ้าง
กว่าจะเขียนบันทึกได้สักเรื่อง บางคนคิดแล้วคิดอีก บางคนก็เขียนเป็นบันทึกประจำวัน

การเขียน blog เราสามารถพัฒนาพลังสมองได้นะครับ
หลายคนเขียน blog ไม่เคยรู้สึกว่า จะพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้อย่างไร

การพัฒนาศักยภาพและพลังสมอง ต้องได้ผลลัพธ์ที่มากกว่าปกติ จึงจะเห็นถึงศักยภาพและพลังสมองที่เกิดขึ้น
ทำความเข้าใจกันให้ชัดๆ
คนอื่น เขียนวันละ 1 เรื่อง

แต่ถ้าคุณสามารถเขียนบันทึกได้วันละ 3 เรื่องขึ้นไปทุกๆวัน 1 เดือน 90 เรื่อง และเขียนได้อย่างไหลรื่น
ถือว่า ได้พัฒนาศักยภาพและพลังสมองอย่างเต็มที่

1 เดือน 90 เรื่อง แสดงว่า คุณต้องคิดได้เร็ว คิดได้ไว จับประเด็นได้ทันที และเขียนบันทึกได้ภายในเวลาไม่นาน
มีเรื่องที่เขียนได้ตลอด ย่อมแสดงว่า เป็นคนที่มองได้รอบด้าน ทุกสิ่งมีความหมาย เพราะสามารถหยิบมาเขียนบันทึกได้

ดูตัวอย่างจาก blog แห่งนี้แหละครับ เมื่อวาน 25 มี.ค. เขียน 6 บันทึก วันนี้ เกิน 5 บันทึกไปแล้ว
เรื่องที่เขียนอาจจะไม่ใช่เรื่องที่สำคัญมากทุกเรื่อง แต่สิ่งสำคัญ คือ การถ่ายทอดความคิดในสมองออกมาต่างหาก

ตัวอย่าง บันทึกทั้งหมดในเดือน มี.ค.2550 ใน blog แห่งนี้
http://onknow.blogspot.com/2007_03_01_archive.html

ยิ่งฝึกถ่ายทอดออกมาได้บ่อยครั้งเท่าไหร่ เหมือนสมองได้ออกกำลังกายอยู่เสมอ
เมื่อคิดได้เร็ว จับประเด็นได้เร็ว คุณย่อมได้เปรียบหลายคน ในขณะที่คนอื่นๆ ไม่ได้สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว แต่ตัวคุณได้รายละเอียดหลายอย่างเก็บไว้เสียแล้ว

บางท่านอาจจะเขียนยาก แต่ไม่ยากสำหรับการฝึกฝน ฝึกฝนบ่อยๆแล้วจะคล่องทันที

เรื่องที่เขียนบันทึกใน blog แห่งนี้ เป็นเรื่องที่สัมผัสในแต่ละวัน ไม่ได้คิดจินตนาการมากมาย เป็นการบันทึกสิ่งที่ได้พบเห็น ร้อยเรียงเรื่องราวภายในเวลาไม่นาน บันทึกมาเรื่อยๆ จาก blog ในเวบอื่นๆ จนมาเขียนที่ blogspot

การบันทึกเรื่อยๆ สำหรับคนที่ติดตาม สนใจ และชอบอ่าน ยิ่งจะได้รับรู้ข่าวคราวความเคลื่อนไหว ความรู้สึกอย่างใกล้ชิดทีเดียว

สำหรับ blog แห่งนี้ ทำอย่างไรบ้าง
1. เขียนประเด็นไว้ในกระดาษ แล้วช่วงเวลาที่ใช้Intetnet ก็จะหยิบประเด็นมานั่งพิมพ์ และ post ทันที
2. post บันทึกที่ตั้งใจไว้แล้ว ทำการเผยแพร่ข้อมูล โดยการ ping ไปที่ technorati.com และ ping ไปที่ google ไปทำ social bookmark ไว้ที่ del.icio.us ไว้เกือบทุกบันทึกที่ post

blog ที่ เขียนบ่อยๆ ทุกวัน แล้วขยัน ping ขยันแจ้งข่าว จะทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ยิ่งทำทุกวัน ข้อมูลที่สะสมมากขึ้น จะทำให้มีผู้สนใจเข้ามาดูมากขึ้น

ถ้าลองสังเกตที่ blog แห่งนี้ มีเรื่องราวที่หลากหลายมากๆ ทั้งแนวสาระและบันเทิงเริงใจ เป็นการเก็บสะสมไปเรื่อยๆ และชื่นใจกับจำนวนผู้ชมที่แวะเวียนมาเรื่อยๆ ทั้งที่คลิกเข้ามาดูเฉยๆ และเข้ามาอ่านเนื้อหาอย่างเต็มที่

blog หลายแห่ง การเขียนบันทึกบ่อยครั้งแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความสนใจ การตอบรับของคนอ่าน ผ่านทางข้อคิดเห็นของคนคุ้นเคย บาง blog เขียนบันทึกแล้ว ไม่มีคนเข้ามาเขียนความเห็น ก็จะถอดใจ นานๆไปไม่เขียนบันทึกซะดื้อๆ

แต่บันทึกใน blog แห่งนี้ เป็นการเขียนในแบบพัฒนาศักยภาพตนเอง ความคิดเห็นในหลายบันทึกไม่มีเสียเลย ซึ่งถ้าเป็นหลายคน คงจะถอดใจ เลิกเขียนบันทึกไปแล้ว

การที่มีเป้าหมาย และแนวทางที่ชัดเจน ทำให้ blog แห่งนี้ มีข้อมูลสะสมมากขึ้นเรื่อยๆครับ

ถึงตอนนี้ มีบันทึกทั้งสั้นและยาว กว่า 500 บันทึกเข้าไปแล้ว

ใน 1 วัน ทั้งจับประเด็น ทั้งเขียน ทั้ง ping สะสมข้อมูลไปเรื่อยๆ เขียนไปเรื่อยๆ แม้ว่า จะไม่มีความสามารถในการกลั่นกรองความคิดจากสมอง ออกมาเป็นบันทึกที่ดูลึกซึ้งทางความคิดได้ก็ตาม

แต่ทุกคนสามารถแสดงพลังสมองของตัวเองได้ ตามแนวทางของตัวคุณครับ

มีนาคม 24, 2007

การเขียน blog คู่ขนานกับอีก blog : Blog Buddy

Filed under: วิธีคิด, ไอที — witclub @ 6:01 am

การเขียนบันทึกใน blog ต่างคนต่างเขียนในสิ่งที่ตนอยากจะบอก เล่าสู่คนอื่นๆ ตามรูปแบบเนื้อหา และสไตล์ที่ต่างกันไป

แต่การเขียนในอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การเขียน blog คู่ขนานกับอีก blog
เหมือนกับการเขียนที่สอดรับประสานกันไป ระหว่าง 2 บล็อก ในเนื้อหาเดียวกัน
blog 1 เขียนเรื่องการทำงาน blog 2 เขียนเนื้อหาเรื่องเดียวกัน พูดถึงบุคคล เหตุการณ์ ประเด็นที่ blog 1 กล่าวถึง และเขียนต่อเนื่องไปหลายๆตอน และยังทำ link เชื่อมโยงไปยังบันทึกของอีก blog ไว้ด้วย

ทำให้คนอ่านสามารถที่จะค้นพบบันทึกเรื่องนั้นได้มากขึ้น ไม่ว่าจะอ่านจาก blog 1 หรือ blog 2 หากติดตามอ่านอย่างต่อเนื่อง และร่วมเขียนข้อคิดเห็นตลอด ย่อมจะเข้าถึงรายละเอียด มุมมองที่กว้างขึ้น เพราะเรื่องเดียวกันนั้น มีคนเขียน คนเล่าถึง 2 คน ต่างคนต่างขยายความรายละเอียดในมุมมองของต้น

รูปแบบในลักษณะนี้ อาจเรียกว่า blog คู่บัดดี้ เหมือนคู่ซี้ที่แลกเปลี่ยนกัน

Blog buddy อาจจะช่วยให้เนื้อหานั้นถูกถ่ายทอดออกมาอย่างต่อเนื่อง หากคนที่ 1 เขียนได้น้อย แต่คนที่ 2 เขียนได้บ่อยๆ คนที่ 2 จะช่วยเขียนบันทึกออกมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนคนที่ 1 นานๆอาจจะเขียนบันทึกสักครั้งหนึ่ง แต่เนื้อหายังคงได้รับการถ่ายทอดออกมาให้ผู้อ่านได้ติดตามอย่างสม่ำเสมอ

มีนาคม 14, 2007

ทำอย่างไร ให้รักงานที่ทำ

ในเมื่อเศรษฐกิจยังไม่จ๊าบถาวร ผู้มีรายได้ น้อยอย่างเราๆ ท่านๆ จงก้มหน้าก้มตา ทำงานไปเถิดจะเกิดผล ถ้าขยันทำมาหากิน ตัวเป็นเกลียว หัวเป็นนอตอยู่แล้วก็น่า สรรเสริญ ตรงข้ามกับพวกไม่ค่อย มีแรงบันดาลใจชวน ให้อยากทำงานนี่สิ ควรปรับปรุงกันหน่อย ว่าแล้วอยากเขียนถึง วิธีทำให้คุณรักงานที่ทำ (8 ways to Love the Job You Have) เผื่อ จะได้ กระตือรือร้นอยากทำงานทำการ กันอย่างสุดฤทธิ์สุดเดชมั่ง อ้อ แล้วการเสริมความรักให้กับงานที่จะฝอยให้ฟังคราวนี้ ไม่ได้เขียนเอาใจเฉพาะคน ทำงานออฟฟิศเท่านั้นนะ เพราะแม้แต่ผู้ที่มีธุรกิจเป็นของตนเองก็ควรรักสิ่งที่ท่านทำอยู่ไม่ใช่รึ งั้นมาดูกันเลยว่า ทำไงถึงจะรักงาน กันดีกว่า เช่น

1. มีสมาธิอยู่กับงานที่คุณทำ

สมัยเนี้ย สมาธิของคนเรารู้สึกสั้นๆยังไงก็ไม่รู้ เวลาทำงานจึงใจคอไม่อยู่กะเนื้อกะตัวชอบกล แถมบางคนนะ มีเรื่องมีราวในชีวิตส่วนตัวให้ต้องคิดมากคิดมายซะเหลือเกิน คิดไปคิดมาชวนฟุ้งซ่านจนทำงานไม่ได้ไปเลยก็มี เพราะฉะนั้น ถ้าอยากปรับทัศนคติ ให้รักในงานที่คุณทำอยู่ล่ะก็ ควรเริ่มด้วยการมีความแน่วแน่ที่อยากจะ ทำงานซะก่อนเหอะ แล้วอย่างอื่นค่อยว่ากันต่อไป

2. หาเพื่อนร่วมงานที่ดีไว้คอยปรับทุกข์ เสริมสุข และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน จะช่วยให้คุณรู้สึกอยากทำงานที่ทำอยู่ต่อไปเพราะมีเพื่อนร่วมงานที่ดีอะไรงี้ไง

แต่คนเราจะหาเพื่อนร่วมงานที่ดีได้หรือเปล่าก็น่าคิดนะ เพราะแค่หาเพื่อนธรรมดาที่ดีๆ ยังหายากเลย แล้วนับประสาอะไรจะหาเพื่อนร่วมงานที่มาคอยเป็นห่วง เป็นใยเราเสมอ ใช่ไหมล่ะ แต่พูดงี้ก็อย่าเพิ่งท้อไป ถ้าฟ้าเข้าข้าง เดี๋ยวก็เจอเพื่อนร่วมงานที่ดีเองหล่ะ

3. แสดงความสามารถออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าทำงานอย่างกั๊กๆ หรือทำงานด้วยความรู้สึกที่แห้งเหี่ยวไม่มีกะจิตกะใจ เพราะอารมณ์และความรู้สึกแบบนี้มัน จะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองนะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน

4. ยอมรับสภาพว่าทุกคนย่อมมีจุดด้อยจุดนึงเป็นอย่างน้อย และควรเอาชนะ ข้อด้อยของตัวเองให้ได้ เพราะเราเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่ใช่ซุปเปอร์ ฮีโร่ซะที่ไหนล่ะ จงอย่ากลัวที่จะยอมรับว่าเราไม่ได้เลอเลิศ ประเสริฐศรีไปซะทุกอย่าง เพราะบางทีคุณอาจมีความสามารถเหนือคนอื่นในอีกแง่มุมหนึ่งก็ได้

5. มีจุดยืนเป็นของตนเอง มีกูรูผู้สันทัดกล่าวไว้ว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จ ในหน้าที่การงาน คือ คนที่ไม่เดินตามคนอื่นและไม่คาดหวังที่จะได้รับคำชมจากคนอื่นว่าเราทำได้ดี แค่ไหน เพราะขอแค่ได้ทำอะไรสักอย่างให้ดีที่สุดก็พอ

6. พัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ตราบใดที่คุณยังคงทำงานอยู่ล่ะก็ คุณควรแอ็กทีฟ กระฉับกระเฉง ว่องไวและขยันเรียนรู้อยู่เป็นนิจมั่งฮี่นะ หากขืนมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่ยังเอ้อระเหยอยู่ละก็ ถ้าธุรกิจเกิดเจ๊งขึ้นมาก็ไม่ต้องโทษใคร บ๋าย บาย.

มกราคม 25, 2007

ข้อคิดเพื่อผู้นำ

Filed under: วิธีคิด — witclub @ 5:40 am

ศ.ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
วางรากฐานด้วยลักษณะชีวิต ลักษณะชีวิตสร้างผู้นำ ผู้นำสร้างคน คนสร้างชาติ

ลักษณะชีวิตที่ดีจะเป็นรากฐานความสำเร็จที่มั่นคงได้
การศึกษาและฐานะเป็นเพียงส่วนประกอบเสริม
ฉะนั้นผู้นำที่ดีจึงควรมีลักษณะชีวิตที่ดีเป็นประการแรก

อัตราส่วนของเกลืเพียงน้อยนิด
มีอิทธิพลต่อเนื้อที่หมักไว้มิให้เน่าเสียฉันใด
ก็เปรียบได้กับผู้นำที่มีลักษณะชีวิตดีเลิศจำนวนน้อย
แต่สามารถมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงคนจำนวนมากได้

อย่ามองหาแบบอย่างจากคนที่มีตำแหน่งสูง
การศึกษาสูง หรือ ความสามารถสูง
แต่จงมองหาคนที่มีลักษณะชีวิตที่ดี
เพราะในการเป็น “ผู้นำ” นั้น
ลักษณะชีวิตสำคัญที่สุด

ผู้นำที่ตั้งใจรักษามาตรฐานชีวิต และไม่ปล่อยให้เสื่อมลง
ในระยะยาว จะเห็นผลแห่งความตั้งใจ
ปรากฏเป็นชีวิตคนจำนวนมาก
ที่ได้เลียนแบบอย่างชีวิตของเขา

สังคมไทยต้องการผู้นำในทุกระดับชั้น
ตั้งแต่สูงสุดจนถึงหน่วยย่อยที่สุดของสังคม
ที่ได้รับการสั่งสมและปลูกฝังมาตรฐาน
คุณธรรมและจริยธรรมที่สูงส่ง

ผู้นำต้องมีคุณลักษณะมุ่งมั่นยืนหยัด
พร้อมมีใจเปิดกว้าง เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
และขณะเดียวกันก็ต้องก้มลงสำรวจตัวเองอยู่เสมอ

ผู้นำที่ดีมิใช่ผู้ที่ยืนอยู่บนหอคอยงาช้าง
แต่จะมีลักษณะของความถ่อมใจ
ยอมรับฟังความคิดเห็นของบุคคลภายใต้
และนำไปปรับปรุงเสมอ

ผู้นำที่ดีต้องเรียนรู้จักตนเอง
สามารถพัฒนาจุดแข็งให้กลายเป็นจุดเด่น
และยอมรับจุดอ่อนในชีวิตพร้อมกับพยายามปรับปรุงแก้ไข

ผู้นำที่บรรลุภาวะทางอารมณ์
จะเป็นผู้ที่ประพฤติและวางตนได้อย่างเหมาะสม
จนได้รับการยอมรับและวางใจจากผู้ตามว่า
สามารถนำทิศทางพวกเขา
ยามเผชิญวิกฤตการณ์ต่างๆได้

ผู้นำที่รักการอ่าน
มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเสมอ
คือ คุณสมบัติของผู้นำที่มีความคิดกว้างไกล

ผู้นำที่เป็นคนช่างสังเกต
และเห็นคุณค่าของผู้ร่วมงานรอบข้าง
จะมองเห็นจุดดีของทุกคนทะลุผ่านความผิด
และข้อบกพร่องของเขาเหล่านั้นได้เสมอ

ความเพียรพยายามของผู้นำ
ถือเป็นต้นกำเนิดที่นำมาซึ่งความสำเร็จ
เขาจะสามารถฝ่าฟันขวากหนามแห่งอุปสรรคที่เกิดขึ้น
ทั้งจากภายนอกและภายในด้วยหัวใจที่ไม่มีคำว่า
“ยอมแพ้” หรือ “หวั่นไหว”
แม้จะต้องแบกรับความผิดหวังสักปานใด

“วินัย” สร้างชีวิตคนธรรมดาให้เป็นผู้นำ
ผู้นำที่ขาดวินัย แสดงว่าผู้นั้นได้รับการเลือก
บนพื้นฐานความมืดบอดแห่งจิตใจของใครบางคน

ผู้นำคือผู้ที่สวมวิญญาณแห่งความ “ดีเลิศ”
เริ่มต้นตั้งแต่ ความคิดดีเลิศ เป้าหมายดีเลิศ
การตัดสินใจดีเลิศ ทีมงานดีเลิศ การทำงานดีเลิศ
และสุดท้าย”ผลลัพธ์ดีเลิศ”

ความเก่งกาจสามารถของผูนำ
ไม่สามารถช่วยนำไปถึงซึ่งความสำเร็จได้เลย จนกว่า
ลักษณะชีวิตของผู้นำนั้นจะได้รับการปรับเปลี่ยน
ให้อยู่ภายใต้การบังคับใจของตนเอง
ได้รับการกุมบังเหียนให้อยู่ในร่องในรอย

การบังคับตนเองเป็นคุณสมบัติหลักของผู้ที่จะปกครองคน
หากขาดซึ่งสิ่งนี้ ผู้นำคนนั้นจะไม่ได้รับการยอมรับนับถือ
และอาจเป็นที่เกลียดชังของคนภายใต้

ความมุ่งมั่นของผู้นำ
ต้องไม่ถูกทำให้ถดถอยด้วยสิ่งต่างๆ ง่ายนัก
แต่ต้องตระหนักเสมอว่า
สิ่งที่พยายามตั้งใจไปให้ถึงเป้าหมายนั้น
เป็นสิ่งที่มีคุณค่าตลอดชีวิตของเขา

ผู้นำต้องผสมผสานความเด็ดขาด
และความเมตตาให้กลมกลืนอย่างมีสติปัญญา
จึงจะสามารถปกครองคนได้

ผู้นำต้องควบคุมคำพูดให้เป็นที่หนุนใจ
เป็นคำพูดที่สร้างสรรค์เสมอ
โดยควบคุมปากของตนเองไม่ให้เป็นเครื่องมือของอารมณ์
ไม่ให้เป็นเครื่องมือของความไร้เหตุผล
เพราะคำพูดอาจนำมาซึ่ง
คุณเอนกอนันต์หรือโทษมหันต์ก็ได้

ความไม่ซื่อสัตย์ ทำให้คงความเป็นผู้นำไว้ได้ไม่นาน
เพราะเขาขุดหลุมพรางไว้เป็น “กับดัก” สำหรับตนเอง

* * * * * * สู่พฤติกรรมที่แตกต่าง * * * * * * * ความสามารถของผู้นำที่ชาญฉลาด
มิใช่ความเก่งกาจหรือความเลิศเลอเฉพาะตัว
แต่เป็นความสามารถในการมองการณ์ไกล
มีวิสัยทัศน์ในการถ่ายทอดอำนาจและความรอบรู้สู่ผู้อื่น
และมีวิญญาณในการบุกเบิกกระทำสิ่งใหม่ๆ
ไม่มีใครริเริ่มคิดจะทำ

ผู้นำที่มีอุดมคติ และมีความคาดหวังสูงเท่านั้น
จึงกล้าและสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้เกิดขึ้น
แต่ในขณะเดียวกันจะต้องมีหัวใจ “โต”
เพียงพอที่จะสามารถรองรับ
สภาพการโถมทับของความผิดหวัง
ที่อาจตกลงมาเมื่อใดก็ได้

หากระบบภายในองค์กรดี
แต่ผู้นำขาดความสามารถในการบริหาร องค์กรก็ล้มเหลว
แต่ถึงแม้ระบบไม่ดี
หากมีผู้นำที่มีความสามารถในการบริหาร
ความสำเร็จขององค์กรก็จะเกิดขึ้นในที่สุด

ผู้นำต้องเรียนรู้ที่จะรับอิทธิพลจากภายนอกอย่างมีสติปัญญา
ใช้วิจารณญาณแยกแยะถูกผิด
ยึดมั่นในความซื่อตรงและเที่ยงธรรม
เพื่อจะสามารถมีอิทธิพลแก่ผู้อื่น
ในวิถีทางที่ก่อประโยชน์อย่างแท้จริง

ความสามารถในการประยุกต์หลักการ
เข้ากับบริบทท้องถิ่นอย่างเหมาะสมในทุกสถานการณ์
คือ “สติปัญญา” ที่ผู้นำทุกระดับพึงมี

ผู้นำที่ขาดการพัฒนาความรู้ในสิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง
ก็เป็นเรื่องยากที่องค์กรหรือหน่วยงานของเขา
จะก้าวหน้าและทันโลก

ผู้นำที่เปิดใจกว้างยอมรับการเรียนรู้ใหม่ๆ
จากคนทุกประเภท ทุกระดับชั้น
ย่อมก้าวหน้าไปไกลกว่าผู้นำที่ยึดติดกับความรอบรู้เดิมๆ
ของตนและตีค่าความรู้ของผู้อื่นต่ำต้อย

ความสามารถในการควบคุมดูแลงานให้สำเร็จ
ต้องอาศัยการทุ่มเทชีวิต ลงทุน ลงแรง อดทน พากเพียร
เสียสละ และเหนื่อยยาก แต่เมื่อเห็นผลงานที่เกิดขึ้น
ก็สามารถพูดได้อย่างเต็มคำว่า “คุ้มค่า”

ผู้นำที่ยิ่งใหญ่สามารถสร้างสรรค์ทุกสิ่งที่เขาปรารถนา
ขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะทำลายสารพัดสิ่ง
ที่เป็นอุปสรรคต่อความปรารถนานั้น

ผู้นำต้องจัดวางกำลังคนไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม
ตามความสามารถและขอบเขตที่เขาสามารถรับผิดชอบได้
ควรหลีกเลี่ยงการวางตำแหน่งคนตามความพอใจส่วนตัว
เพราะจะเหมือนกับนำม้าไปไถนา
และเอาวัวไปส่บังเหียนวิ่งแข่ง

ผู้นำที่ดีต้องรู้จักแยกแยะระหว่างความถูกต้อง
และความสัมพันธ์ส่วนตัว มีการตัดสินด้วยความยุติธรรม
หากคนที่เราสนิทสนมทำสิ่งไม่ถูกต้อง
ก็ไม่ควรเป็นเหตุมห้เราต้องลดน้ำหนักของความยุติธรรม
ให้ด้อยลงไป

ผู้นำควรตระหนักว่า การตัดสินใจผิดพลาดเพียงครั้งเดียว
อาจส่งผลร้ายตลอดชีวิตที่ไม่สามารถเรียกคืนได้
แต่การตัดสินใจอย่าง “รอบคอบ” ในทุกๆเรื่อง ทุกๆวัน
แม้ดูเหมือนจะเสียเวลาบ้าง
แต่สิ่งนั้นคือ การดำรงไว้ซึ่งความถูกต้อง
และวิถีแห่งความสำเร็จในชีวิตเสมอ

ผู้นำไม่ควรตัดสินปัญหาต่างๆ โดยปราศจากข้อมูล
เหมือนการรบที่ไม่รู้จักกำลังของศัตรู
โอกาสพลาดพลั้งพ่ายแพ้ก็มีมาก

* * * * การวางแผนอย่างมีวิสัยทัศน์ * * * * แววแห่งความล้มเหลวยังคงส่องแสงอยู่เนืองๆ
ท่ามกลางชุมชนหรือองค์กรที่ผู้นำขาดการวางแผนระยะยาว

น้อยคนนักที่เมื่อเผชิญสิ่งที่เลวร้ายแล้ว
ไม่หวั่นไหว หวาดกลัว
แต่ลักษณะพิเศษของผู้นำประการหนึ่ง คือ
มองข้ามความกลัวเล็งไปยังเป้าหมายแห่งความสำเร็จ
และวางแผนด้วยสติปัญญา ด้วยความมั่นคงแห่งจิตใจ

หากผู้นำเป็นผู้ที่ไม่มีสายตาคมชัดในการมองเป้าหมาย
เขาจะสามารถนำคนได้อย่างไร
นานวันก็จะยิ่งทำให้คนภายใต้สับสน
เหมือนสุภาษิตหนึ่งกล่าวว่า
“คนตาบอดจะนำคนตาบอดได้อย่างไร”

ผู้นำคือผู้ที่เจนจัดในการวางแผนทั้งระยะสั้นและระยะยาว
โดยบรรจุสิ่งที่สำคัญที่สุดไว้ คือ “ความรอบคอบ”
เพราะเขารู้ว่า “ความประมาท”
คือเชื้อพันธุ์แห่งความล่มสลาย

ผู้นำที่ไม่มีวิสัยทัศน์ คือ ผู้แพ้สำหรับวันนี้
และเป็นผู้ที่ตายแล้ว สำหรับวันพรุ่งนี้และวันต่อๆไป
ผู้นำควรตระหนักว่า ความล้มเหลวโดยมิได้ตั้งใจ
คือ นิสัยผูขาดวิสัยทัศน์

ผู้นำขาดวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล
คือ ผู้นำที่ตั้งเป้าหมายเฉพาะหน้า
วางแผนเฉพาะหน้า แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
แต่สร้างปัญหาระยะยาว

ผู้นำที่มีความสามารถ
ต้องเรียนรู้จักวางแผนการใช้เวลาอย่างดีเลิศ
เพื่อแสดงภาพลักษณ์ของบุคคลผู้มี “ปัญญา”

* * * * “นำทิศทาง” และ “สร้าง” คนรุ่นต่อไป * * * * * ผู้นำไม่ได้เป็นบุคคลที่ตั้งขึ้นมาเพื่อคอยออกคำสั่ง
หรือชี้นิ้วเพียงอย่างเดียว
แต่ถูกตั้งมาเพื่อนำทิศทาง คอยแนะนำฝึกคน
ให้เป็นคนที่มีคุณภาพ

ผู้นำ คือ บุคคลที่เรียนรู้การฝึกคน 10 คนให้ทำงาน
ดีกว่าทำงานของคนทั้ง 10 คน ด้วยตนเอง

ไม่มีผู้นำคนใดสามารถทำงานใหญ่ได้
ถ้าไม่รู้จักมอบหมายให้คนอื่นช่วยรับผิดชอบบ้าง

ผู้นำควรละงานที่ทีมงานสามารถรับผิดชอบได้
เพื่อมุ่งมั่นตั้งใจบุกเบิกงานที่ไม่มีใครสามารถทำได้
แล้วถ่ายทอดสู่ทีมงานให้รับผิดชอบต่อไป
เพื่อตลอดชีวิตนี้จะปรากฏว่า
เราได้ร่วมกันทำสิ่งที่ดีมากมายมอบให้แก่โลก

การสร้างคนให้เป็นผู้นำมีค่ายิ่ง
เพราะสิ่งที่เพาะเมล็ดพันธุ์ลงไปในชีวิตเขานั้น
จะไม่หายไปไหน แต่จะเจริญงอกงามอยู่ภายใน
และออกผลมากมายเพื่อผู้อื่น

ผู้นำคือผู้ที่มีความสามารถในการสร้างคนรุ่นต่อไป
ประดุจผู้เพาะเมล็ดพันธุ์พืช
คอยพรวนดินรดน้ำด้วยคำสั่งสอน ใส่ปุ๋ยแห่งการศึกษา
หล่อเลี้ยงรากแก้วด้วยสติปัญญา
เพียรพินิจดูลำต้นที่กำลังเจริญเติบโต
และตบแต่งให้งดงามด้วยแบบอย่างแห่งชีวิต

ผู้นำที่ดี คือ ผู้ที่ไม่เพียงแต่ยื่นปลาให้คน “กิน” เพียงอย่างเดียว
แต่ต้องสอนเขาให้ “จับ” ปลากินเองด้วย

ความสามารถในการถ่ายทอด “ภาระใจ”
และการ “เห็นคุณค่า” ในงานที่ทำ
คือ ความสามารถสร้างทีมงานให้มีอุดมการณ์เดียวกัน
ให้ทุกคนมีความฝันอันงดงาม ที่น่าบากบั่นไปให้ถึง
ต่างจากผู้นำที่ชอบถ่ายทอด “ภาระหนัก”
อันทำให้ทีมงานมีแต่ภาพวาดอันมืดมิด
ยิ่งทำไปก็ยิ่งเหน็ดเหนื่อยและสิ้นหวัง

การถ่ายทอดสิ่งที่ดีในตัวเราต่อคนภายใต้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ผู้นำจะต้องมีความคมชัดในความคิด ชัดเจนในเป้าหมาย
เข้าใจในแผนการ และลงมือปฏิบัติ
จนกลายเป็นสภาวะควบคู่กันในชีวิตของเราก่อน

อุดมการณ์และเป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิตของผู้นำ
จะสามารถส่งผ่านอิทธิพลสืบทอดสู่ผู้อื่น
และนำพาไปถึงซึ่งความสำเร็จได้

ผู้นำที่มีประสิทธิภาพในการสร้างคน
จะมีผลทำให้ได้คนที่มีประสิทธิภาพตาม
เหมือนคันธนูที่ดีจะต้องมีแรงส่งลูกธนูไปได้ไกลถึงเป้าหมาย

แบบอย่างจากชีวิตของผู้นำ คือ
บทเรียนฝึกหัดคนที่ดีที่สุด
แต่ปฏิบัติจริงได้ยากที่สุด
เพราะต้องระมัดระวังลักษณะชีวิตที่ไม่ควรถ่ายทอด
เป็นแบบอย่างที่อาจผสมผสานออกไปด้วย

แม่พิมพ์ คือ ตัวต้นแบบหล่อผลิตภัณฑ์
ที่มีลักษณะเหมือนๆกัน
หากต้นแบบดี ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาก็จะสมบูรณ์
เฉกเช่นเดียวกัน ถ้าผู้นำดีมีความสามารถ
ก็เปรียบประดุจต้นแบบที่เป็นตัวสะท้อนว่า
คนภายใต้จะมีลักษณะที่ดีมีความสามารถ
ตามแบบผู้นำนั้น

** * * * สร้างกำลังใจให้ทีมงาน * * * * * ผู้นำ คือ ผู้ที่ปลุกเร้าความคิด
และคำพูดแง่บวกให้เกิดขึ้นในทีมงาน
เพื่อให้การกระทำที่แสดงออก
จะตั้งอยู่บนรากฐานของความเชื่อมั่นว่า ” เป็นไปได้”

ผู้นำย่อมไม่สร้างความหวั่นไหว
ให้แก่ทีมงาน เมื่อเจอปัญหา
ถึงแม้จะมองไม่เห็นทางออกเบื้องหน้า
แต่เพราะเขารู้ว่าการให้กำลังใจ
คือวิธีที่จะนำมาซึ่งชัยชนะ

ความเข้มแข็งของผู้นำ จะปลุกพลังฮึดสู้ของผู้ตาม
แต่ถ้าความอ่อนแอปรากฏเมื่อใด
คนภายใต้ก็กระจัดกระจาย

ผู้นำที่มีแรงจูงใจสูงผิดปกติกว่าคนธรรมดา
จะสามารถนำคนที่มีแรงจูงใจธรรมดาได้

การสื่อสารเป็นทักษะจำเป็นสำหรับผู้นำ
ในการท้าทายบุคคลผู้อยู่ภายใต้
การสื่อสารที่สัมฤทธิ์ผลจะวัดจากการตอบสนองที่ดี
หากการสื่อสารล้มเหลวอาจเกิดการต่อต้าน
กลายเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จทั้งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น

ผู้นำต้องเป็นผู้ประสานความแตกร้าว
และยุติความแตกแยกภายใน
ต้องพงึระลึกอยู่เสมอว่า
ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนั้น
สามารถเอาชนะอุปสรรคที่รุมเร้าจากภายนอกได้

บทบาทที่จำเป็นของผู้นำ
นอกจากการวางแผนนำทิศทางสู่เป้าหมายแล้ว
ต้องเรียนรู้การนำด้วยความเข้าใจ
และเรียนรู้จักสภาพของผู้ตามด้วย

ผู้นำต้องสวมความกล้าหาญ
ในการตักเตือนคนด้วยใจปรารถนาดี
ด้วยใจแห่งความมุ่งมั่นและความพากเพียรไม่ลดละ
ผลลัพธ์ก็จะได้ “คนที่มีคุณภาพ”

ผู้นำต้องเรียนรู้การสร้างใจตนเองให้เข้มแข็ง
ต้องคอยปั้มกำลังใจให้กับตนเอง เพื่อเมื่อเกิดภาวะวิกฤติ
จึงจะสามารถเป็นกำลังใจให้ผู้อื่นได้

ผู้นำเป็นคนธรรมดาที่อาจทำผิดพลาดได้
แต่แตกต่างตรงที่ เขามี “ใจสู้”
และสร้าง “กำลังใจ” ให้แก่ทีมงาน
เพื่อทำสิ่งที่เกินธรรมดา
หยิบยื่นให้กับองค์กร

การท้าทายที่มีพลังจะต้องท้าทายด้วย “ชีวิต”
ให้เห็นภาพคมชัดเต็มตาว่า “สำเร็จแน่!”
แต่การท้าทายจะหมดพลังหากเพียงแต่ท้าทายด้วย
“คำพูด” ซึ่งขัดแย้งกับการกระทำ

* * * “สานสัมพันธ์” สู่ความสำเร็จ * * * คุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่งของผู้นำ คือ
ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น
หากปราศจากสิ่งนี้เขาก็ไม่มีสิทธิ์เป็นผู้นำ

ผู้นำต้องเห็นคุณค่าคนทุกประเภท
โดยสะท้อนออกมาทางการประพฤติ
เปิดทางให้คนที่มีความคิดสร้างสรรค์
ไม่มองคนเป็นเพียงเครื่องมือ
เพื่อมุ่งแสวงหาผลประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว
หรือแสดงออกในลักษณะดูหมิ่นเหยียดหยาม
อันเป็นเหตุให้เราทำลายตัวเอง
ทำลายความสัมพันธ์กับผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว

ผู้นำที่ชาญฉลาดย่อมเป็นผู้ที่มี “มนุษยสัมพันธ์ดีเลิศ”
เพราะเขารู้ว่ามนุษยสัมพันธ์นั้น
เปรียบเสมือนมีคนที่คอยเปิดประตูแห่งความสำเร็จ
ซึ่งง่ายกว่าการดั้นด้นหาทางด้วยตนเองแต่เพียงผู้เดียว

ผู้นำควรไวต่อความรู้สึกผู้อื่น โดยตระหนักเสมอว่า
ก่อนปฏิบัติต่อบุคคลอื่นต้องคำนึงว่า
เขา “คิดอย่างไร” “ปรารถนาเช่นไร”
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น” “เป้าหมายของเขาคืออะไร”
“เราจะมีส่วนสนับสนุนความสำเร็จของเขาได้เพียงไหน”
มากกว่าคำนึงถึงแต่เพียงว่า
เขาสามารถทำอะไรให้กับเราได้บ้าง

เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนแม้มีความถนัด
และความเชี่ยวชาญสักเพียงใด
ก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้
หากไร้ซึ่งการพึ่งพาผู้อื่น
มนุษยสัมพันธ์จึงเป็นเหตุให้เราได้รับการเรียนรู้
การยอมรับและถ่อมใจที่จะยินดีรับการช่วยเหลือ
และสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่เรา
ปฏิสัมพันธ์ด้วย

ผู้นำที่ปรารถนาจะบรรลุถึงความสำเร็จได้นั้น
ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ก็ไม่ได้ยากเสียทีเดียว
หากทุกสิ่งที่ลงทุนลงแรงและทุมเทสติปัญญาลงไปนั้น
ได้กระทำควบคู่ไปพร้อมกับการเห็นคุณค่า
ของการมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่นด้วย

ช่องว่างในความไม่เข้าใจที่ต่างระดับกันในความคิด
มักทำให้เกิดรอยร้าวในความสัมพันธ์
ผู้นำต้องเป็นผู้ริเริ่มประสานให้สนิท
โดยการเปิดเผยชีวิตที่โปร่งใส
มีความเข้าใจในสภาพความคิดของอีกฝ่าย
พร้อมจะขอโทษและยินดีให้อภัยเสมอ
เมื่อเกิดความเข้าใจผิด

Creative Thinking เครื่องมือการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

Filed under: วิธีคิด — witclub @ 5:38 am

ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

ตำราเล่มนี้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้บริหารและผู้อ่านทั้งหลาย เพราะต้นตอสาเหตุหลักที่เราปวดหัวกันตอนนี้คือ การแก้ปัญหาหลายครั้งที่ “แก้ไม่ออก” มันตันไปหมด” หรือ แก้ไม่ถูก แก้ผิดจุดและบ่อยครั้ง “ไม่มีใครแก้”

ตำราเล่มนี้ มีคำสามคำที่สำคัญปนกัน คือ

    1. เครื่องมือ
    2. การแก้ปัญหา และ
    3. อย่างสร้างสรรค์

เรามาพิจารณาคำแรก คือ เครื่องมือ (Tools) ซึ่งย่อมต้องขึ้นกับผู้ใช้ เราจะเลือกใช้เครื่องมืออย่างไรให้เหมาะสม หรือจะใช้ผสมกันอย่างไรก็ได้ คำว่า 100 นั้น ถ้านับดูจะไม่ครบ 100 เป็นเพียงคำพูดที่แฝงอุบาย คือ 100 หมายถึง การร้อยเข้าหากัน ร้อยให้ติดกัน เป็นพวงเลยก็ได้ นั่นคือ อย่าใช้เครื่องมือเดียว

อย่างไรก็ตาม เก่งเรื่องเครื่องมืออย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีความรู้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น เมียบางท่านอาจจะใช้ไขควงเก่ง (เป็นเครื่องมือ เช่น ไล่แทงขว้าง ฯลฯ) แต่ไม่สามารถซ่อมรถได้ เพราะไม่รู้เรื่องที่จะซ่อม วิศวกรก็เหมือนกัน รู้วิธีใช้สูตรต่างๆมากมาย แต่ไม่เข้าใจเครื่องจักรที่แก้ เพราะมหาวิทยาลัยไม่ได้สอนมา ดังนั้นก็แก้ไม่ได้ นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ตำรา TQM หรือ Total Quality Management มักกล่าวถึง (แต่ไม่ได้เน้น) คือพนักงาน ต้องมี ”ความรู้ พื้นฐาน” (Basic knowledge) ในงานที่ตนทำอยู่เสียก่อน จึงจะทำ TQM ได้

องค์กรที่ทำคิวซีซี (Quality Control Circles) แล้ว ผลที่ออกมาไม่ได้เรื่องได้ราว ก็เพราะคนในองค์กรไม่มีความรู้พื้นฐาน รอแต่จะลอกเขา เอาของเขามาทำย้อนหลัง ฯลฯ ดังนั้น การที่เจ้านายไปสั่งให้เขาทำ คิวซีซี ก็เปรียบเสมือนรีดเลือดกับปูอัด นั่นเอง พนักงานไม่มีอะไรในสมอง

การที่เราเชิญวิทยากรเรื่องคิวซีซี ที่ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหนก็ตาม มาสอนองค์กรของเราก็ได้แค่เก่งสอนเครื่องมือ แก้สิ่งที่จะแก้ไม่ได้ เพราะวิทยากรไม่มีความรู้พื้นฐานในเรื่องที่เราทำมาหากินกันอยู่

อย่างไรก็ตามประโยชน์ของการใช้เครื่องมือต่างๆคือ เป็นการลดการกระแทกกันทางอารมณ์ของผู้เข้าร่วมทีม เพราะในองค์กรมีคนประเภทที่มี EQ ( ความฉลาดในการใช้อารมณ์ หรือ Emotional Quotient ) ต่ำอยู่มาก

คำที่สอง คือ การแก้ปัญหา คำนี้เราก็ต้องตีความก่อนว่า ปัญหา คืออะไร ปัญหาคือ การมีหรือการได้พบหรือการได้ “สิ่งที่ไม่ได้ดังคาดหวัง” (เช่น ของเสีย ของตกสเปค ไม่พอใจ ไม่ถูกใจ พนักงานไม่สามัคคีกัน ฯลฯ) “สิ่งที่อยากจะได้ดังคาดหวังแต่ยังไม่ได้” ( เช่น การออกแบบสิ่งใหม่ๆ การทำให้สมหวัง การทำให้ได้ตามนโยบาย ฯลฯ)

แต่ที่แย่อยู่ตอนนี้ คือ พวกเราหลายคนไม่รู้ว่า “ปัญหาเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ไม่รู้ว่านี่คือปัญหา”กำลังมีปัญหาเกิดขึ้นอยู่แต่ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นแล้ว ” หรือ “ไม่รู้ว่ากำลังจะเกิดปัญหาอยู่” จึงไม่คิดจะแก้

ส่วนคำว่า “แก้” ก็ตรงกับ คำว่า Action ในวงจร “Plan-Do-Check-Action” ของ ดร.เดมมิ่ง (Deming) นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เรื่องการ Action นั้น นอกจากหมายถึงการแก้ไขแล้ว ยังรวมไปถึงการป้องกันด้วย

คำที่สาม คือ อย่างสร้างสรรค์ ตีความได้ เช่น ไม่ทำลาย ไม่ทำบาป เกิดประโยชน์ ได้คุณค่า ไม่น่าเบื่อ แปลกใหม่ ฯลฯ ซึ่งต้องใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ (Creative thinking) ของผู้แก้ปัญหาอย่างมากมาย

หัวใจของตำราเล่มนี้ อยู่ตรงคำที่สามนี้เอง เพราะเรื่องของ “ความคิดสร้างสรรค์ (Creative thinking) “ เป็นเรื่องยาก สำหรับคนที่ไม่ได้ฝึกหัดมา (ฝึกการใช้สมองด้านขวา) คนเรียนเก่งหลายคน จึงถูกต่อว่า ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด เนื่องจากทักษะด้านสร้างสรรค์ อารมณ์ จินตนาการ ความมุ่งมั่น ฯลฯ โดนทำลายหมด เพื่อมุ่งสอบเข้า (Entrance) สถานศึกษาต่างๆ

โชคร้ายที่ระบบการศึกษาของไทย ทำลายเรื่องความคิดสร้างสรรค์ของเรา ของเจ้านายและของลูกน้องคนรอบข้างเรามาตั้งแต่เด็กๆ จู่ๆจะมาสร้างให้สมองด้านขวาทำงานภายในเวลาอันสั้นนั้นยากมาก แต่ค่อยๆใช้เครื่องมือที่จะนำเสนอในหนังสือเล่มนี้ จะเกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาเอง

เครื่องมือดีๆ เทคนิคดีๆ ในการบริหาร เช่น คิวซีซี รีเอนจิเนียริ่ง (Re-engineering) และ TQM นั้นเกิดอเมริกา โตญี่ปุ่น ตายที่ไทย ก็เพราะพวกเราไม่ค่อยจะมีความคิดสร้างสรรค์นั่นเอง

ถ้าอ่านหนังสือ ”กว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว” เราจะพบว่า พวกเราชาวไทย เลี้ยงลูกผิดมาตั้งแต่ต้น (บางท่านอาจจะบอกว่า เลือกคู่ครองผิดมาตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เลี้ยงลูกผิดเท่านั้น) และเมื่ออ่านแล้วท่านจะเข้าใจว่า ทำไมองค์กรแบบไทยๆทำไมมันยุ่งแบบนี้

ผมจะขอย่อๆให้อ่าน และขอเสริมลงไปด้วยดังนี้

เซลล์สมองที่เกี่ยวกับการย่อยกระตุ้นสิ่งต่างๆ จะก่อรูปใน 3 ปีแรกของชีวิต (น้ำหนักสมองจะมีขนาด 80% ของผู้ใหญ่ เมื่อตอน 3 ขวบ) โดยก่อสร้างเซลล์ ที่เปรียบได้กับ Hardware ของเครื่องคอมพิวเตอร์ หลังจากนั้นค่อยสร้างเซลล์แบบ Software คือ อารมณ์ ความมุ่งมั่น และความคิดสร้างสรรค์ เซลล์แบบนี้เวลาสร้าง หมอท่านว่า อย่าไปบังคับ ต้องปล่อยๆแบบเสรี

ดังนั้น ถ้า Hardware ไม่ดีตั้งแต่ต้นก็ยากหน่อยที่จะใช้ Software ดีๆได้

ถ้าเปรียบสมองเป็นรถยนต์ ถ้าในช่วง 3 ปีแรกนี้เลี้ยงดูไม่ดี สมองเด็กไทยอาจจะออกมาเป็นแค่รถยนต์ 1300 ซีซี ซึ่งสมองเด็กฝรั่งอาจจะเป็น 3000 ซีซี และถ้าในอนาคต เมื่อต้องปีนเขาสูงชัน รถคันไหนจะข้ามไปได้ก่อนกัน

ในหนังสือ “ กว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว” นี้ มีแนวคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับเด็ก 0-3 ขวบ มากมาย ซึ่งถ้าเราเลี้ยงเด็กผิดพลาด จะส่งผลให้แก้ไขยาก เช่น

    1. เด็กกินนมวัวที่ไม่มีการถ่ายทอดความรู้สึกที่ดีของมนุษย์ลงไป ฯลฯ
    2. แม่ที่ไม่ค่อยกอดลูก เป็นเรื่องผิดธรรมชาติของคนที่ต้องการความอบอุ่น ความไว้ใจ
    3. การอุ้มติดมือ (ลิงมันอุ้มลูกทั้งวัน) หรือนอนกับพ่อแม่ก็เป็นสิ่งดี โตขึ้นเด็กอาจจะโหดเหี้ยม อ้างว้าง ต้องการ โหยหาความอบอุ่นตลอดเวลา เจ้าชู้ ขี้หึง ขาดพรหมวิหาร 4 ฯลฯ

    4. ทุกครั้งที่ลูกร้อง ต้องขานตอบอย่าเงียบ เพราะสัตว์ในธรรมชาติเป็นแบบนั้น (ผมไม่ได้บอกคนเป็นสัตว์ แต่นี่คือธรรมชาติ)
    5. ที่บ้านใดที่คุยกันเสียงดัง โทรทัศน์ก็ดัง ฯลฯ มีผลการวิจัยพบว่า เด็กจะใช้ภาษาไม่เก่ง ไม่ค่อยฟังใครแบบตั้งใจ ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด เป็นต้น
    6. พ่อแม่ทะเลาะกัน ทำให้เด็กก้าวร้าว คุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ สำนวนหยาบๆของพ่อแม่นั้น เด็กจะจำแบบฝังลงไปเลย เด็กแรกเกิดสามารถรู้ได้ว่า พ่อแม่ทะเลาะกัน
    7. อย่าพูดเสียงแบบเด็กๆกับเด็กๆ ขอให้พูดแบบผู้ใหญ่ เพราะเด็กไม่โง่ขนาดนั้น อย่าทำให้เด็กงง และเข้าใจภาษาผิดๆ พูดแบบผู้ใหญ่กับเด็ก เด็กก็จะเป็นผู้ใหญ่
    8. ให้เด็กอยู่กับของใช้ที่เป็นธรรมชาติ เพราะเด็กที่เลี้ยงมากับธรรมชาติ เช่น การใช้ถ้วยชาม แก้ว เซรามิก ไม้ บ้านที่ใช้แสงธรรมชาติ สีธรรมชาติ เสียงธรรมชาติ ฯลฯ เมื่อโตขึ้นจะมีนิสัยที่ละเอียดอ่อน รอบคอบ มีสมาธิ และไม่กระโดกกระเดก ซุ่มซ่าม เหมือนเด็กที่มีแต่ของใช้ พลาสติก เมลามีน แสงจากไฟฟ้า เสียงจากทีวี ฯลฯ เพราะธรรมชาตินั้นมีความสุภาพและละเอียดอ่อน จึงเป็นการสร้างจิตวิญญาณที่ดีให้เด็ก ซึ่งพ่อแม่ไทยโบราณเลี้ยงลูกได้เข้าท่ากว่าพ่อแม่สมัยนี้ เพราะการเลี้ยงลูกสมัยใหม่เป็นแค่เลี้ยงให้ตัวโต ไม่ได้เลี้ยงจิตใจ
    9. เด็กที่เล่นของเล่นสำเร็จรูป เช่น เครื่องบิน รถ เรือ หุ่นยนต์ ฯลฯ โตขึ้นเด็กจะกลายเป็นคนเบื่อง่าย ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ขาดจินตนาการ อย่าลืมว่า ของเล่นยิ่งเล่นง่ายเท่าไร Hardware สำหรับสมองด้านขวาที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ก็จะเล็กเท่านั้น สมองไม่ได้พัฒนาอย่างเสรี ดังนั้น ของเล่นที่ดีจะต้องเน้น “จินตนาการ” อาจจะเป็นก้อนหิน ผ้าหนึ่งผืน ใบไม้ ฝาหอย ดินปั้นที่ทำจากแป้ง และให้เด็กสมมติโน่นนี่ นอกจากนี้การเลี้ยงเด็กในห้องที่ว่างเปล่าไม่ดี เพราะเด็กจะไม่เก่ง เนื่องจากในธรรมชาติจริงๆหรือในป่านั้น มีเสียงมากมาย มีสิ่งของอะไรๆมากมาย นี่แหละคือ โลก ไม่ใช่ห้องในคอนโด ห้องแถว ฯลฯ การเลี้ยงลูกแบบนี้จะประหยัดเงินค่าของเล่นมาก ๆ แต่ควรพาเด็กเห็นของจริง ช้างจริง ม้าจริง ฯลฯ ด้วย เพราะเด็กจะเกิดความคิดเสรี กลับมาจินตนาการได้ อุปมาดังพวกข้าราชการหลายคนที่ไปดูงานต่างประเทศ ไปเห็นของจริงเมื่อกลับมาเมืองไทยแล้ว จำอะไรไม่ได้ ดูไม่เห็นอะไร มัวแต่ซื้อของ ถ่ายรูป ฯลฯ ก็เพราะข้าราชการพวกนี้ถูกเลี้ยงมาผิดๆ เช่นเดียวกับคนงานไทยหลายคนไปฝึกงานต่างประเทศ ซึ่งบางคนฝึกมาเป็นปี พอกลับมาไม่ได้ความคิด ไม่ได้จินตนาการกลับมาเลย หรือสงสารครูไทยสมัยใหม่ หลายคนที่พยายามสอนให้เด็กคิดเป็น ไม่เน้นให้เด็กจดหรือท่องจำมากมาย เพราะต้องการให้คิดเป็น แต่เด็กไปฟ้องพ่อแม่ว่า ครูขี้เกียจสอน แสดงให้เห็นว่า ทั้งเด็กและพ่อแม่ถูกเลี้ยงมาผิดๆนั่นเอง
    10. ในช่วง 0-3 ขวบ แม่ไทยควรจะอ่อนโยนต่อลูก ให้เข้าใกล้ธรรมชาติมากที่สุด และจะสอนอะไรก็สอน เด็กรับได้อย่างไม่น่าเชื่อ เช่น การวาดสีน้ำแบบฟรีสไตล์ เด็กจะได้นิสัยความละเอียดอ่อน รอบคอบ (พ่อแม่ก็จะละเอียดอ่อน รอบคอบตามไปด้วย) การกิน การพูดเบาๆ เล่านิทาน เล่นละคร การรักสัตว์ การแบ่งปัน ว่ายน้ำ ฟังเพลงง่ายๆ หู พาไปดูของจริง การทำซ้ำๆ คือ กระตุ้นให้สนใจ เชื่อหรือไม่ว่าเด็กเล็ก เก่งพีชคณิตมากกว่าเลขคณิต รู้จักศัพท์สูงมากกว่าศัพท์ยากและสามารถที่จะสอนวินัย ความดี ความเลวได้ตังแต่ตัวน้อยๆ (สำคัญที่สุด การที่ยาย ย่า มาแทรกแซงการเลี้ยงแบบตามใจ เด็กไทยจะพังเพราะไม่มีวินัย ยายและย่าอาจทำลายชาติโดยไม่ตั้งใจ ด้วยประการนี้เอง ฯลฯ) ตอนก่อนเข้าอนุบาลควรตั้งใจถ่ายทอดเรื่องวินัยจากพ่อแม่สู่เด็กและปล่อยให้ เสรีตอนเข้าอนุบาลแล้ว (อยากเรียนอะไรก็ได้ เรียนตามอัธยาศัย ไม่เร่งเรียน เด็กเป็นศูนย์กลาง ฯลฯ) แต่พ่อแม่ไทยบ้าเลือดหลายคนดันปล่อยปะละเลยตอนต้น 0-3 ขวบ (เด็กนิสัยเสียไปแล้ว และ Hardware เล็กด้วยช้าด้วย โดยเฉพาะถ้ายายหรือย่ามาถือหางเด็ก หรือตามใจเด็กด้วยแล้ว ก็มีแต่พังกับพัง) แต่มายุ่งมาเข้มงวดกับเด็กตอนหลัง 7 ขวบไปแล้ว เพราะทำให้เด็กงง สับสน และไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์ และก็มีแม่บางคน บ้าเลือดกว่า คือ เข้มงวด (ในสิ่งที่ไม่ควรเข้มงวด เช่น เขียนหนังสือ ท่องศัพท์ กวดวิชาเข้าอนุบาล ตั้งแต่เกิดไปตลอด จนลูกแต่งงานไปแล้ว ยังตามไปเข้มงวดก็มี แต่ที่ทั้งบ้าแกมโง่ที่สุด คือ ให้คนใช้หรือพี่เลี้ยงเลี้ยง
    11. พี่น้อง ยิ่งมากยิ่งดี มี ปู่ ย่า ตา ยาย ก็ดี (ถ้าไม่ตามใจจนเกินเหตุ หรือถ้าไม่ทำให้ข้ออื่นที่กล่าวมาเสียหาย) เด็กๆได้เล่นกันเองมากๆ จะทะเลาะกันเอง ระหว่างเด็กไม่เป็นไร (ลูกลิง ลูกเสือ ลูกสิงโต กัดกันทั้งวันเลือดไม่ไหล)
    12. อื่นๆ เช่น การดูข่าว (ทีวีบางช่อง) เป็นการเสริมสร้างภาษาที่ถูก เรียนไวโอลิน สร้างสมาธิ ท่องกลอน ช่วยสร้างความจำ ถ้าเก่งเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะมั่นใจมาก และจะเก่งเรื่องอื่นๆตามมา ต้องหมั่นชม อย่าด่า อย่าห้าม ใช้วิธีหลอกไปทำอย่างอื่นแทน ของเล่นมากไปจะจับจด การออกกำลังกายทำให้พัฒนาสมอง ให้เดินมากๆ แม่ต้องเก่งวิชาการ ฯลฯ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ท่านผู้บริหารคงจะปิ๊งทันทีว่า ทำไม คนในองค์กรจึงมีอะไรประหลาดๆ ไม่ซ้ำแบบกัน จะสอน จะขอความร่วมมืออะไร มันยากแสนยาก จะให้คิดอะไรที ซื่อบื้อไปหมด แกล้งโง่ก็มี ฯลฯ นี่แค่อ่านพบว่า ตอนก่อนเข้าอนุบาล สมองเด็กไทยถูกทำลายอย่างไร พอท่านได้อ่านเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกหลังอนุบาลแล้ว จะพบว่าเด็กไทยโดนทำลายสมองอีกแบบหนึ่ง เศร้าใจจริงๆ ประเทศไทย สรุปแล้ว หาหนังสือ “กว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว” มาอ่านเองนะครับ

การสร้างปัญหา หรือ หาปัญหา

ประเด็นหลักของเครื่องมือต่างๆ ในบทนี้ คือหาปัญหาให้พบ ถ้าไม่พบก็สร้างปัญหาขึ้นมาเอง เพราะ “ที่ใดมีปัญหา ที่นั่นจะต้องมีคนหาเงินกับปัญหานั้นได้” สินค้าและบริการหลายอย่างเกิดจากมีปัญหา หรือมีคนรำคาญ อะไรสักอย่าง ถ้าท่านอยากรวย ก็ต้องรีบหาปัญหา สินค้า บริการต่างๆ ถูกสร้างขึ้นมาเพราะปัญหา เมื่อมีปัญหาก็มีทุกข์ เมื่อมีทุกข์ก็ต้องหาทางดับทุกข์นั้นๆ สินค้าบริการต่างๆ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อดับ ”กิเลส” ของคนซื้อ ส่วนการที่จะดับได้ถาวรไหม มันเป็นเรื่องของคุณภาพในการดับ เช่น การที่มีเครื่องปรับอากาศก็เพราะมีคนบ่นว่าร้อน แต่จะดับร้อนได้สนิทไหม ขึ้นอยู่กับวิธีการดับ เป็นต้น

องค์กรที่น่ากลัวที่สุด คือ องค์กรที่บอกว่าตัวเองไม่มีปัญหา เช่น มหาวิทยาลัยดังๆ โรงเรียนดังๆ รัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ฯลฯ ไม่ค่อยจะยอมรับว่าตัวเองมีปัญหา เพราะหลงตนเองว่าเป็นเลิศ พวกนี้พัฒนายาก

คนไทยเราหลายคน เคยถูกครู พ่อแม่ ตี ตวาด มาแต่เล็กๆ ดังนั้น การกลัวปัญหา เป็นเรื่องที่ติดแน่นในอารมณ์ (Fixation) เช่น ลูกน้องไทยๆ ไม่ยอมบอกหัวหน้าว่ามีปัญหา ส่วนหัวหน้าหรือเจ้านายที่ EQ ต่ำ ก็ด่าก่อน สอนทีหลัง เรื่องมันก็เลยแย่กันใหญ่ ตอนหลังพนักงานจะหมกเม็ดเก่ง เข้าทำนอง “ข้าไม่บอกเอ็ง เพราะเอ็งชอบตวาดข้า โรงงานของเอ็ง ไม่ใช่ของข้า”

ในประเทศญี่ปุ่น บางบริษัทจะให้ลูกน้องหาปัญหามาวันละ 10 เรื่อง เขาต้องการแก้ปัญหา

ทุกวัน ช่วงแรกๆจะเจอปัญหาใหญ่ ตอนหลังๆจะเจอปัญหาเล็กลงเรื่อยๆ แต่วันไหนไม่มีปัญหา พนักงานจะโดนเรียกมาสอบถาม เพราะแสดงว่าพนักงานขาดจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์และความรู้เชิงวิชาการหมดแล้ว จึงหาปัญหาไม่พบ เป็นหน้าที่ของเจ้านายที่ต้องต่อเติมปัญญาให้พนักงานอีก

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ไม่รีบแก้ ต่อมาจะเป็นความเคยชิน และกลายเป็น “ไม่เป็นไร” ประเทศไทยถึงได้ย่ำแย่อย่างนี้

คนที่หาปัญหาไม่เก่ง คือ คนที่ไม่รู้ว่าตัวเองมีปัญหา ดังนั้น ถ้าอยากมีปัญหา ต้องสร้างบรรยากาศ หรือ แสวงหา ”ปัญหา”ให้เป็น คำพูดที่ทำลายชาติ คือ “โนพรอมแพรม” ถ้าไม่เชื่อลองถามพนักงานดูว่า วันนี้มีปัญหาไหม พนักงานจะตอบว่า “โนพรอมแพรม” ท่านก็กุมขมับได้ พนักงานที่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ มักจะไม่ทะเยอทะยาน เช่น แทนที่จะเปรียบเทียบเพื่อนร่วมงานเพื่อพัฒนา กลับเปรียบเทียบเพื่ออิจฉา และพูดมาก แทนที่จะวิเคราะห์และสร้างสรรค์ผลงานแก้ไขตัวเองและครอบครัวให้ดีขึ้น

พนักงานที่ทั้งวันอยู่แต่ในบริษัท หรือ ครูในโรงเรียน ที่พอตกเย็นๆก็อ่านแต่หนังสือพิมพ์แบบไม่คิด ดูแต่หนังน้ำเน่าไร้สาระ กินเหล้า เที่ยวเตร่ เล่นกีฬามากเกินไป คุยไปเรื่อยๆ คบแต่คนไร้สาระ มีคู่ครองที่ไม่ทะเยอทะยาน ฯลฯ คนพวกนี้จะไม่รู้ว่า “ปัญหา” คืออะไร เมื่อพวกเขาไม่รู้ว่ามีปัญหาก็ไม่มีการสร้างสรรค์ ผลงานที่ดีๆ ออกมา ทั้งต่อบริษัทและต่อชุมชนของเขาเอง

ฝรั่งเรียกคนพวกนี้ว่า พวก อิ๊ก นอแร้นท์ (Ignorant) หรือพวกคนหลังเขา คนหลังดอยเป็นต้น

เด็กฝรั่งถูกฝึกเรื่องการหาปัญหามากกว่าไทย เด็กฝรั่งจะมีการบ้านประเภท สร้างโจทย์เอง วิจัยเอง ค้นคว้ามากมาย ซึ่งเด็กไทยมีแต่ครูไทยป้อน วิทยากรที่มาสอนที่บริษัทก็มีจำนวนมาก ที่ไม่สนใจว่าผู้ฟังเป็นอะไร ต้องการอะไร ตะลุยโม้ไปเรื่อยจนหมดแผ่นใส การสอนแบบนี้เรียกกันว่า ตามใจผู้สอน (Teacher center) เป็นการสอนที่ผิดหลักคุณภาพ เพราะการสอนที่ดี ต้องเป็นแบบตามใจผู้ฟัง (Child center) ให้ผู้ฟังคิดเป็น

เครื่องมือที่ 1 เปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่น

การทำ Benchmark และการเปรียบเทียบตนเองกับสิ่งที่ดีที่สุด

การเปรียบเทียบนั้นจะทำให้เรารู้ว่า เรามีจุดอ่อน (รู้ว่ามีปัญหานั่นเอง) ตรงไหน จะได้ปรับปรุงต่อไป อุปมาเช่น การที่ผัวมีเมียน้อย ทำให้เมียหลวงรู้จุดอ่อนที่ต้องปรับปรุง เช่น เลิกปากร้าย และเลิกเป็นปลาร้า ฯลฯ อุปมาเช่น การตีกอล์ฟ ออกรอบกับมืออาชีพ ทำให้รู้ว่าต้องแก้ไขอะไร

เครื่องมือที่ 2 จ้างที่ปรึกษา

การจ้างที่ปรึกษาเก่งๆ หรือนักวิชาการที่ทำนายเหตุการณ์เข้ามาเดินเล่น และมาสัมผัสกับบรรยากาศการทำงานของพวกเรา ที่ปรึกษาจะชี้ให้เห็นข้อบกพร่องต่างๆได้ เพราะเป็นคนนอกที่สายตาไม่ลำเอียง และเห็นอะไรมาเยอะ (อาจจะเห็นของคู่แข่ง หรือต่างประเทศมาแล้ว) ให้ที่ปรึกษา กำหนดปัญหา เราจะได้นำไปแก้ไขเป็นต้น ป้องกัน และปรับปรุงต่อไป

เครื่องมือที่ 3 หาสัญญาณบอกเหตุร้าย

การอ่านหนังสือพิมพ์ วารสาร หนังสือ รับฟังข่าวสารจากสื่อต่างๆ ดูแนวโน้มต่างๆ คุยกับเพื่อน ผู้ใหญ่ นักวิชาการ ไปร่วมสัมมนา ฯลฯ เครื่องมือนี้ไม่ได้ห้าม ให้หาหมอดู ซินแส หรือนั่งทางใน แต่ระวังโดนหลอกนะครับ

เครื่องมือที่ 4 หาอะไรแปลกๆ จากแหล่งแปลกๆ

การอ่านหนังสือประเภทเพ้อฝัน อาจจะนำมาซึ่งแนวคิด ไอเดียดีๆได้เสมอ หรือดูรายการทาง Cable TV เช่น Discovery ดูโฆษณาต่างประเทศ อ่านอินเตอร์เนต ฯลฯ

ไปเปิดหูเปิดตา ไปดูงานต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่ดีกว่าหรือแย่กว่า ประเทศที่ดีกว่าเราจะเห็นอนาคต เห็นแนวโน้ม ไปประเทศที่แย่กว่าเราจะเห็นสิ่งที่ต้องระวัง อย่าไปแย่อย่างนั้น หรือถ้ากำลังจะแย่อย่างไหน ตอนนี้ เราต้องทำอะไร

คนที่ปิดตัวเองมากๆ ไม่เสพข้อมูล ก็คือ กบในกะลาครอบ นั่นเอง

การตระหนักว่า นี่คือปัญหา

ในบทแรก ช่วยให้เราทราบว่าจะสร้าง หรือ ค้นหาปัญหาได้อย่างไร แต่ถ้าไม่ย้ำกันจริงๆแล้ว นี่มันปัญหา นี่มันสำคัญนะ พวกเราก็อาจจะปล่อยให้ปัญหานั้นผ่านไป

ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมโรงงานอาหารกระป๋อง 2 แห่ง มีเจ้าของเป็นคนๆเดียวกัน โรงงานแรก อาเฮียบริหารเอง จ้างคนไทย จบปริญญาโท ดูแล โรงงานที่สอง อาเฮียเข้าหุ้นกับญี่ปุ่น ผมไปชมโรงงานแรกก่อน เพราะจะทำ HACCP (Hazard Analysis and Critical Control Point) ให้ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ต่างชาติบังคับ ไม่เช่นนั้นเขาไม่ไว้ใจว่า สินค้าของเราสะอาด และปลอดภัยพอ

โรงงานที่คนไทยดูแล มีนักคิวซี 12 คน คนงาน 200 คน แต่ปัญหาของเสียมากมาย พอผมเจอหน้าผู้จัดการปริญญาโท (วิทยาศาสตร์ทางอาหาร อายุ 50 ปี) ถามว่าโรงงานเป็นอย่างไร แกมองหน้าอาเฮียแล้วบอกว่า “ไม่มีปัญหา โรงงานเรียบร้อยดี” แต่พอผมเดินดู ผมชี้ว่า ตรงนี้น้ำท่วมขังนะ เรียกว่า ไปตรงไหนมีปัญหา

ตอนบ่ายผมไปโรงงานที่สองของอาเฮีย พบหน้ามือเป็นหลังเท้า ผู้บริหารชาวญี่ปุ่นแค่ 2 คน คิวซีชาวไทย 6 คน พนักงาน 200 คน เท่ากัน สินค้าก็คล้ายกัน ผู้จัดการชาวญี่ปุ่นเจอหน้าผม บอกเลยว่า “โรงงานเรายังไม่ดี มีปัญหามากมาย อาจารย์เจออะไร บอกมาจะแก้เลย” พอเดินตรวจ ผมหาข้อบกพร่องได้น้อยมาก แต่ก็มี เช่น ไฟม่วงจับแมลงวันอยู่เหนือที่บรรจุหนึ่งที่เศษอาหาร พนักงานทำหล่นลงท่อ ฯลฯ ญี่ปุ่นจดกันใหญ่ และก็แก้ไขทันที

เรื่องที่เล่ามานี้ เป็นทั้งตัวอย่างของเครื่องมือที่ 2 และเพื่อจะทำให้เห็นความแตกต่างว่า ปัญหามันอยู่ที่ “ทัศนคติของคน” ชาวญี่ปุ่นคนนี้อยู่เมืองไทย เป็นปีที่สาม พูดไทยได้ จบเทคนิคไม่ได้จบปริญญาตรีด้วยซ้ำ แกไล่แก้ปัญหาทั้งโรงงานทั้งวัน รับสมัครคนงานเอง อาเฮียเจ้าของคนเดียวกันก่อนหน้านี้ ผู้บริหารญี่ปุ่น ห่วย ๆก็มี เฮียไล่กลับไปแล้ว เช่น ดูดบุหรี่ นอนดึก บ้ากอล์ฟ ฯลฯ แต่น่าสงสัยจริงๆ ทำไมอาเฮียไม่ไล่ ผู้จัดการไทยออก

มกราคม 9, 2005

การขุดค้นเพื่อแสวงหาแนวความคิดและหนทางในการแก้ปัญหา

Filed under: การเรียนรู้, วิธีคิด — witclub @ 6:27 pm

จาก HOW TO BE TWICE AS SMART
โดย สก๊อตต์ วิทท์

คำ ว่า WILD CATTERS (ไวด์แคทเตอร์) นั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า หมายถึงคนที่ขุดบ่อน้ำมันลงไปในพื้นดิน ที่ไม่รู้ว่าจะมีน้ำมันหรือไม่ แต่เขาจะขุดอยู่เช่นนั้นจนก่าวจะพบน้ำมัน หรือไม่ก็หมดเงินลง แม้เขาจะไม่แน่ใจ แต่ก็รู้ว่า ถ้าเขาพบบ่อน้ำมันได้จริงแล้วล่ะก็ มันย่อมหมายถึงความมั่งคั่งร่ำรวยอย่างไม่ต้องสงสัย และในหัวข้อนี้ เราจะพูดถึงการเป็นนักขุดอีกรูปแบบหนึ่ง คือ เราไม่ได้หาน้ำมัน แต่จะหาแนวความคิด และหนทางในการแก้ปัญหา เพียงแต่ว่า ในการขุดหาทั้งสองสิ่งนั้น คุณจะต้องไม่เสียอะไรเลย (นอกจากเวลาบ้างเพียงเล็กน้อย) และผลที่จะได้รับนั้น เป็นผลดีอย่างแน่นอน

บุคคลที่ใช้สมองในการขุดค้นหาขุมทรัพย์ดังกล่าว จะได้พบ ไม่ว่าจะเป็นแนวความคิด หรือหนทางในการแก้ปัญหา ขอให้คุณมองในแง่ที่ว่า ถ้านีกขุดบ่อน้ำมัน สามารถจะขุดเจาะลงไปหลายๆหลุมในตำแหน่งต่างๆกันได้ ไม่ช้าก็เร็ว เขาจะต้องพบบ่อน้ำมันเข้าจนได้ ซึ่งก็ทำนองเดียวกันกับการที่เราจะขุดเพื่อหาความรู้ มันจะทำให้คุณเกิดความรู้ขึ้นมาว่า จะหาแนวความคิดต่างๆได้จากที่ใด และคุณจะพบบ่อน้ำมันได้เร็วกว่า โดยไม่เสียเงินทองแต่อย่างใดเลย

การขุดค้น : รูปแบบอันทรงพลังของอิทธิพลทางด้านจิตใจ

คุณได้เรียนรู้วิธีการต่างๆ ที่จะนำมาประยุกต์ใช้กับพลังสมองมาแล้วหลายวิธี แต่กระนั้น มันก็ยังมีวิธีที่ดีที่สุด ติดตามมาอยู่เรื่อยๆ และการขุดค้นก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง เพราะมันเป็นงานที่ทำได้ง่ายๆ และยังมีความเพลิดเพลินอีกด้วย

การขุดค้นทางสมอง ก่อให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร? …. มันเริ่มต้นจากสิ่งนี้

ในขณะที่คุณแสวงหาแนวความคิด หรือหนทางในการแก้ปัญหานั้น คุณจะต้องจดบันทึกหนทางอันเป็นไปได้ ที่เกิดขึ้นในสมองลงไว้ คุณจะต้องเขียนลงไว้ในทันที โดยไม่จำเป็นต้องหยุดคิดพิจารณาว่า มันจะเป็นไปได้หรือไม่… เช่นเดียวกับที่นักขุดบ่อน้ำมัน ขุดเจาะลงไปตามหลุมต่างๆ ทั้งที่ไม่รู้ว่า ในบริเวณนั้นจะมีน้ำมันหรือไม่

การที่คุณได้ความคิดที่ออกจะไกลความจริงนั้น นอกจากจะเป็นสิ่งที่คุณจะต้องยอมรับแล้ว มันยังเป็นสิ่งที่กระตุ้น หรือเร่งเร้าจิตใจของคุณอีกด้วย เพราะฉะนั้น จงเขียนแนวความคิดทั้งหลายให้มากที่สุดเท่าที่จะคิดขึ้นมาได้ และแล้ว ก็เอากระดาษแผ่นนี้วางไว้เสียข้างหนึ่ง จากนั้น คุณก็เอากระดาษออกมาอีกแผ่นหนึ่ง และเขียนแนวความคิดที่คล้ายคลึงกันลงไป และดึงแนวความคิดที่เสริมขึ้นออกมาไว้ข้างบน

ถ้าสถานการณ์ให้ คุณอาจจะเขียนแนวความคิดของเพื่อนๆลงไว้ด้วยก็ได้ จากนั้น คุณก็เอาแนวความคิดต่างๆนั้นมาคำนวณดู ซึ่งคุณจะต้องได้พบกับความแปลกใจ คุณอาจจะใช้วิธีให้คะแนนแต่ละข้อเข้ามาช่วย ซึ่งคุณจะเห็นว่า ประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์ของแนวความคิดนั้น มีหนทางในการปฏิบัติได้ และจะมีอยู่ 1-2 ข้อ ที่เป็นแนวความคิดที่ดีที่สุด

คนส่วนมากที่นำเทคนิคนี้มาใช้ และเปรียบเทียบกับวิธีการแบบเดิมที่ตนเคยใช้อยู่ ทำให้เขาได้รับคำตอบว่า

  1. เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน
  2. เป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่ง
  3. มีความเหนือกว่ามาก

มีคนเป็นจำนวนมาก ที่ขุดค้นหาแนวความคิดใหม่ๆ เช่นนี้ อาทิ

  • ผู้จัดรายการสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ใช้เทคนิคในการขุดค้นนี้ เพื่อช่วยให้เขาเกิดแนวความคิด ในการจัดรายการแสดงแปลกๆใหม่ๆทุกปี
  • ผู้จัดการร้านอาหารแบบฟาสท์ฟู๊ด จะปิดประตูห้องทำงานของเขาลงชั่วระยะเวลาหนึ่ง ไม่ยอมรับโทรศัพท์จากใครทั้งสิ้น และใช้กระบวนการขุดค้นนี้ แก้ปัญหาอันยากยิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา
  • สมุห์บัญชี บริษัทโฆษณาใหญ่แห่งหนึ่ง ได้ความรู้ใหม่ เกี่ยวกับการโฆษณา เมื่อใช้เทคนิคขุดค้นที่ว่านี้
  • แม่บ้านผู้หนึ่ง ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ สมาคมครู และผู้ปกครอง ใช้วิธีการขุดค้น ช่วยในการวางแผนรณรงค์ ในเรื่องงบประมาณประจำปีที่บีบรัดอยู่
  • ทนายความคนหนึ่ง ซึ่งจะต้องพบกับคดีที่ยุ่งยากมาก ใช้การขุดค้นหายุทธวิธี ที่จะทำให้ลูกความของตน ชนะความในศาล
  • ฯลฯ

ปลดปล่อยข้อมูลที่เก็บกักไว้ออกจากจิตใจ

ระหว่างสมองของคนเรากับเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น มีความคล้ายคลึงซึ่งกันและกันอยู่ เพราะฉะนั้น ผมจะไม่เถียงใครในเรื่องที่ว่า คอมพิวเตอร์สามารถคิดได้หรือไม่ ?แต่ ผมจะชี้ให้เห็นว่า ทั้งสมองและคอมพิวเตอร์นั้น ต่างก็เก็บกักข้อมูลไว้ในระบบความทรงจำเหมือนกัน ซึ่งหมายถึงว่า ผู้ใช้สามารถจะเข้าถึงทุกส่วนของข้อมูลนั้นได้ และโดยทุกวิธีการตามที่เขาต้องการ

และนั่นคือสิ่งที่คุณจะต้องทำ เมื่อใช้เทคนิคขุดค้น

คุณหยิบยกเรื่องหนึ่งขึ้นมา เป็นเรื่องซึ่งอาจจะต้องการแนวความคิด หรือหนทางในการแก้ปัญหาก็ตาม จากนั้น คุณก็จะขุดลึกลงไปในส่วนของสมอง ที่เก็บความคิด ความทรงจำ ข้อมูล ความเชื่อ และอื่นๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ ออกมา ซึ่งคุณก๋จะจดบันทึกลงไว้ เช่นเดียวกับข้อมูลที่คอมพิวเตอร์พิมพ์ออกมา บางข้อมูลนั้น ก็ออกจะยุ่งยากมาก บางอย่างก็ดี บางอย่างก็ดีมากเช่นนี้เป็นต้น ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนี้ จะทำให้คุณได้แนวความคิด หรือวิธีการแก้ปัญหาตามที่ต้องการ

การเพิ่มความเร็วให้แก่การปฏิบัติการ

ในหัวข้อที่ผ่านมา เราได้พูดถึงเรื่องของจิตใต้สำนึก และกระบวนการในการทำงานของมันมาแล้ว และเรายังได้พูดถึงวิธีการ ที่จะให้ได้มาซึ่งข้อมูลต่าง ๆ

แต่คุณก็คงจะสังเกตเห็นอยู่ประการหนึ่งว่า ปฏิบัติการของจิตใต้สำนึกนั้น ค่อนข้างช้า แม้จะได้ผมอย่างไม่ต้องสงสัยเลยก็ตาม โดยปรกติแล้ว เราจะต้องรอ จนกว่าจิตใต้สำนึกจะทำงานของมันมาให้

แต่การขุดค้นเป็นไปในทาตรงกันข้าม ปฏิบัติการของมัน มีความเร็วใกล้เคียงกับการทำงานของคอมพิวเตอร์ โดยปรกติแล้ว ในการทำงานระดับปรกติ จะใช้เวลาอย่างมาก 10-15 นาที เท่านั้น คุณจะพบว่า ตัวเองเกิดแนวความคิด เร็วเท่าๆกับที่คุณจดบันทึกมันลงไป ทั้ง นี้ เพราะมีเซลล์ที่ให้ข้อมูลนั้นแก่คุณ ตั้งอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ และการขุดค้น ก็เท่ากับเป็นการเปิดช่องทางระหว่างจิตใต้สำนึก กับโลกภายนอก ให้ติดต่อกันได้เร็วขึ้น

บันได 5 ขั้น ที่ก้าวไปสู่ความสำเร็จในการขุดค้น

ประโยชน์อันยิ่งใหญ่ประการหนึ่งของการขุดค้น ก็คือ ความเป็นจริงที่ว่า มันง่ายแก่การทำ และให้ความสนุกเพลิดเพลิน ดังนั้น บุคคลที่ได้ลองใช้มันมาแล้ว จึงพยายามนำมันมาประยุกต์ใช้ในครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกครั้งที่เขาต้องการแนวความคิดใหม่ๆ หรือหนทางในการแก้ปัญหา ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนั้น ประกอบด้วยบันได 5 ขั้นง่ายๆ ซึ่งถ้าคุณจะดูจากชื่อของบันไดแต่ละขั้นอย่างผิวเผินแล้ว คุณอาจจะเห็นว่า มันไม่ใคร่น่าสนใจเท่าใดนัก แต่ถ้าคุณได้อ่านต่อไปเรื่อยๆ คุณจะเข้าใจในความหมาย และความมีประสิทธิภาพของมัน ซึ่งบันไดทั้ง 5 ขั้นนั้น มีดังนี้

  1. กลุ่มแนวความคิด
  2. เลือกสรรแนวความคิด
  3. จัดลำดับแนวความคิดที่ดีที่สุด
  4. การสร้างสรรค์ส่วนผสมที่ดี
  5. วิเคราะห์แนวความคิดที่ใช้ไม่ได้

ซึ่งเราจะอธิบายในแต่ละขั้นตอน ว่ามันมีหน้าที่การทำงานอย่างไร บุคคลอื่นๆ นำมันไปใช้โดยวิธีใด และคุณจะนำมันมาปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตได้อย่างไร

บันไดขั้นที่หนึ่ง – กลุ่มแนวความคิด

การขุดค้น เป็นเทคนิคในการกลั่นกรองแนวความคิด ซึ่งคิดขึ้นโดย อเล็กซ์ ออสบอร์น นักโฆษณาผู้มีชื่อเสียง ซึ่งมักจะใช้วิธีรวบรวมความคิด จากพนักงานทั้งหลายในบริษัท เพื่อสร้างแนวทางใหม่ เพื่อการโฆษณา และการรณรงค์ในการโฆษณาใหม่ๆ ซึ่งพนักงานเหล่านี้ จะนั่งลงรอบโต๊ะ รับฟังปัญหา และแล้วก็จะช่วยกันแสดงความคิดเห็นของตนออกมา แต่ทว่า น้อยนักที่ความคิดเหล่านั้นจะใช้ได้ผล

ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้น จากการรวบรวมแนวความคิดในลักษณะนี้ ก็คือ มันมิใช่เป็นเรื่องง่ายนัก สำหรับการที่จะเรียกประชุมพนักงานอยู่ตลอดเวลา ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นการเสียเวลาอย่างมากอีกด้วย

ต่อมาในภายหลัง ทั้งนักธุรกิจ และผู้นำในวงราชการ ก็ได้พบว่า การ ที่บุคคลเพียงคนเดียว ใช้ความคิดของตนแค่ตามลำพัง ก็สามารถทำงานอย่างได้ผล เช่นเดียวกับคนทั้งกลุ่ม ถ้าเขา หรือเธอผู้นั้น จะปฏิบัติไปตามระบบที่แสดงไว้นี้ คุณจะต้องเริ่มการรวบรวมความคิด ด้วยการเข้าไปนั่งอยู่ในห้องเงียบๆ ซึ่งจะไม่มีผู้ใดเข้าไปรบกวนได้ จากนั้น ตรงหัวกระดาษ คุณก็เขียนปัญหาที่คุณต้องการจะแก้ หรือแนวความคิดที่คุณกำลังแสวงหาอยู่ลง ซึ่งสิ่งนี้ เราจะเรียกว่า “การท้าทาย” และแนวความคิดที่คุณจะเขียนต่อลงไปข้างล่างนี้ จะมีเป้าหมายในอันที่จะแก้ปัญหาที่ท้าทายอยู่นี้

จากนั้น คุณก็เริ่มคิดถึงวิธีการแก้ปัญหาในลักษณะของความเป็นไปได้ลง โดยไม่ต้องมีการคิดหาเหตุผลมาประกอบว่า มันจะใช้ได้หรือใช้ไม่ได้อย่างไร ตราบใดที่ความคิดวิ่งเข้าสู่สมองของคุณ ก็เพียงแค่จดมันลงไว้

ระบบนี้จะใช้ได้ผล ก็ต่อเมื่อคุณมีความตั้งใจจะเป็นนักขุดค้นอย่างแท้จริง และขุดไปเรื่อยๆตามแต่สมองจะพาไป และจนกว่าสิ่งต่อไปนี้จะเกิดขึ้น คือ

  1. คุณคิดจนหมดสิ้นทุกวิธีการในขณะนั้นแล้ว
  2. คุณเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย และจิตใจล่องลอยไม่อยู่กับที่
  3. เมื่อเวลาประมาณ 20 นาที ได้ผ่านพ้นไปแล้ว

หลังจากนั้น คุณก็ออกไปทำอย่างอื่นเสีย อาจจะเป็นงานประจำที่ทำอยู่ก็ได้ ขณะเดียวกัน ก็เตรียมการขุดค้นสำหรับวันต่อไป ถ้าคุณสามารถจะรอเวลานานขนาดนั้นได้ แต่ถ้าไม่ได้ อย่างน้อย คุณจะต้องปล่อยเวลาให้ผ่านไปสัก 3 ชั่วโมง จึงค่อยกลับมาทำใหม่

คุณจะเริ่มขุดค้นครั้งที่สอง ด้วยการอ่าน….

  1. ปัญหาท้าทายที่คุณได้เขียนลงไว้บนหัวกระดาษ
  2. แนวความคิดบางประการที่ได้เขียนลงไว้

ขณะที่คุณทบทวนแนวความคิดต่างๆอยู่นั้น ความคิดใหม่จะเกิดตามมา (ทั้งนี้ เพราะจิตใต้สำนึกของคุณ จะทำงานไปพร้อมกันนับตั้งแต่การขุดค้นในครั้งแรก ซึ่งเพราะเหตุนี้ จึงได้มีการแนะนำให้คุณหยุดเว้นระยะ ระหว่างการขุดค้นประมาณ 24 ชั่วโมง) จากนั้น คุณก็ทำไปตามกระบวนการเช่นเดียวกับในครั้งแรก เขียนแนวความคิดใหม่ๆลงไป โดยไม่ต้องสนใจในความสมเหตุสมผลของมัน

ถ้าคุณยังต้องการแนวความคิดเพิ่มเติม คุณอาจจะขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นได้… แต่ไม่จำเป็นจะต้องทำถึงขั้นจัดประชุมเพื่อขอความคิด… โดยคุณอาจจะเล่าถึงปัญหาให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือสัก 2 คนฟัง ซึ่งบุคคลผู้นั้น จะต้องไม่มีประสบการณ์ หรือได้รับการอบรมเกี่ยวกับการแก้ปัญหานั้นๆมาก่อน คุณเพียงแต่ขอคำแนะนำ เกี่ยวกับปัญหาที่คุณต้องการจะแก้ไข หรือแนวความคิดที่แสวงหาอยู่เท่านั้น

คำแนะนำชนิดพิเศษ

ความคิดแปลกๆใหม่ๆนั้น มักจะมาจากผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ในปัญหานั้นๆมาก่อน จึงทำให้เขามิได้ระมัดระวังในเรื่องกฏข้อบังคับ หรือการจำกัดสิทธิแต่อย่างใด ดังนั้น แนวความคิดของเขา จึงไม่ใคร่เข้มงวดกวดขัน เหมือนผู้ที่ต้องเผชิญกับปัญหาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นความสำคัญอย่างยิ่ง ที่คำแนะนำซึ่งคุณแสวงหาอยู่ จะต้องมาจากบุคคลประเภทนี้

ส่วนใหญของคำแนะนำ ที่คุณได้รับมานั้น มักไม่ใคร่มีประโยชน์ แต่อย่างน้อย คุณก็ได้รูปแบบของมันมา และถึงอย่างไร คุณก็ควรจะจดมันลงไว้ บวกเข้ากับหัวข้อที่คุณได้เขียนลงไว้ก่อนหน้านี้

จากประสบการณ์แสดงให้เห็นแล้วว่า 6 เปอร์เซ็นต์ของความคิดต่างๆ เหล่านั้น มิได้เป็นของคุณแต่ผู้เดียว แต่มีของผู้อื่นประสมอยู่ด้วย และสามารถจะนำไปใช้ได้ และความคิดแปลกๆ ของผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ บ่อยครั้งที่มันมีหนทางที่จะเป็นไปได้

“อุปสรรคประการสำคัญ ของการรวมกลุ่มแนวความคิด จากผู้ที่ขาดประสบการณ์ ก็คือ มันทำให้ความคิดดั้งเดิมของคุณ ต้องถูกริดรอนลง และมักจะทำให้คุณเกิดความยุ่งยากใจได้” เป็นคำกล่าวของ ทอม บี. ซึ่งทำงานอยู่ในบริษัทอีเล็คโทรนิคส์ ซึ่งหน้าที่ของเขา คือ การคิดค้น หาเกมอีเล็คทรอนิคส์ และเครื่องเล่นใหม่ๆให้กับผู้ผลิต ซึงส่งไปขายในตลาดสหรัฐอเมริกา

“ถ้าผมจะยึดมั่นอยู่แต่แนวความคิดของตัวเอง หรือแนวความคิดของผู้เชี่ยวชาญในบริษัทแล้ว เราก็แทบจะไม่ประสพความสำเร็จ ในธุรกิจประเภทนี้เลยก็ว่าได้ ” ทอม อธิบาย ” เรารู้ว่าการออกแบบ และการบรรจุกล่อง มีผลในทางช่วยโฆษณาสินค้าของเราได้ดีเพียงไร แต่บางครั้ง เราก็มองข้ามไปจนไม่เห็นว่า จริงๆแล้ว ผู้ซื้อต้องการอะไร และจะซื้อหรือไม่ เพราะฉะนั้น ในทุกครั้งที่ผมจะต้องขุดค้นหาแนวความคิด ให้กับสินค้าชิ้นใหม่ๆ ผมจะต้องหาความรู้จากบุคคลภายนอกด้วย”

ความคิดที่ดีบางประการของทอมนั้น มาจากลูกๆของเขาบ้าง เพือนบ้าง หรือไม่ก็คนขับรถแท็กซี่ บริกรในร้านอาหาร บาร์เทนเดอร์ และแม้แต่จากช่างตัดผมด้วยซ้ำ

ในขณะที่ผมคิดค้นหาแนวความคิดใหม่ๆ ผมจะขอคำแนะนำจากคนพวกนี้ แล้วก็เอามาผนวกเข้ากับแนวความคิดของผม บ่อยครั้งที่ผลิตภัณฑ์ของเรา เกิดจากความคิดของคนภายนอก หรือไม่ก็ประสมประสานกันอยู่กับความคิดของผมเอง”

แม้ว่า ทอมจะใช้เวลาในการคิดค้นประมาณ 15-20 นาที แต่เขาก็จะพกสมุดบันทึกเล็กๆ ติดตัวไปไหนต่อไหนด้วย

“ในบางครั้ง ผมก็ได้แนวความคิดดีๆ จากการขุดค้นนั้น แต่แล้วอีกสักหนึ่งชั่วโมง หรืออีกสักวันหลังจากนั้น มันก็มีความคิดใหม่ๆเกิดขึ้นมาอีก และเพราะผมมีสมุดบันทึกติดตัวอยู่ตลอดเวลา มันทำให้ผมสามารถจดลงไว้ได้ทันทีก่อนที่จะลืม” และนั่นเป็นอีกประโยชน์หนึ่ง ที่คุณได้รับจากจิตสำนึก

บันไดขั้นที่สอง – เลือกสรรแนวความคิด

คุณคงจำคำแนะนำที่ให้ไวได้ว่า จงอย่าคำนึงถึงสมเหตุสมผล ในขณะที่คุณแสวงหา และเขียนความคิดต่างๆลง

ทั้ง นี้ เพราะมันเป็นเทคนิคที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์อันบริสุทธิ์ และการหยุดคิดพิจารณาในความสมเหตุสมผล จะทำให้กระบวนการทางความคิดหยุดชะงักลงได้ แต่เมื่อใดก็ตาม ที่คุณได้แนวความคิดทั้งหมดมาแล้ว ทั้งของตนเองและผู้อื่น ในช่วงระยะเวลาประมาณ 2 วัน คุณสามารถจะใช้ความคิดพิจารณาได้ เพราะถึงเวลาที่คุณจะต้องเลือกสรรแนวความคิด

จงอ่านหัวข้อของแนวความคิดที่เขียนลงไว้ พิจารณาแต่ละหัวข้อสั้นๆ ในตอนนี้ คุณจะมองเห็นข้อผิดพลาด หรือความไม่เหมาะสม คุณก็จะขีดแนวความคิดที่ใช้ไม่ได้ออกไป และเอาที่เหลือ เขียนลงในกระดาษแผ่นใหม่

ประโยชน์ที่ได้รับจากแนวความคิดที่ใช้ไม่ได้

ทำไมเราจะต้องเก็บรักษาความคิดที่ใช้ไม่ได้ไว้ด้วย

ทั้งนี้ ก็เพราะแนวความคิดนั้น จะยังกลับมาเป็นประโยชน์แก่คุณได้ เมื่อ คุณมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย ของเทคนิคในการขุดค้น แล้วคุณจะได้พบว่า โดยแท้ที่จริง มันมิได้เลวจนใช้ไม่ได้ เช่นที่คุณคิดไว้ในครั้งแรกเลย

จูดี้ ไอ. เลือกงานทำด้วยวิธีขุดค้นนี้ ซึ่งถ้าจะพูดให้ชัดเจนลงไปกว่านั้น ก็คือ เธอเลือกงานจากหัวข้อที่เธอไม่ยอมรับในตอนแรก และขีดทิ้งไปแล้วนั่งเอง

“ตอนนั้น ฉันพึ่งหย่าขาดจากสามีใหม่ๆ และเนื่องจากฉันไม่ได้ทำงานเลย เป็นเวลากว่า 10 ปี มันก็เป็นการยากมาก ที่ฉันจะหางานทำได้ มันก็จริงหรอกที่ว่า ฉันทำอะไรเป็นตั้งหลายอย่าง แต่นายจ้างเขาไม่ได้คิดอย่างฉันนี่ “

ในหัวข้อหนึ่งของแนวความคิดที่เธอปฏิเสธตั้งแต่แรก คือ การตั้งบริษัทท่องเที่ยว แนวความคิดนั้น ถูกปฏิเสธด้วยหลายเหตุผล รวมทั้งความจริงที่ว่า จูดี้ไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเลย และประการสำคัญ ก็คือ เธอไม่มีเงินมากพอที่จะลงทุนทำธุรกิจเช่นนั้นได้

“อย่างไรก็ตาม ฉันมีความหลงไหลในเรื่องการท่องเที่ยวมาก แม้แต่แค่ได้คุยก็พอใจแล้ว เพราะฉะนั้น มันจึงเร้าใจให้ฉันต้องเขียนเป็นแนวความคิดลงไว้ แต่เมื่อถึงเวลาที่จะเลือกสรรแนวความคิด เพื่อหาข้อที่ดีที่สุด ฉันก็ขีดมันทิ้งไป”

แต่ต่อมาอีกไม่นาน เธอก็ได้พบว่า บันไดขั้นที่ 5 ของเทคนิคการขุดค้นได้แสดงให้เห็นว่า เธอสามารถจะทำความฝันให้เป็นความจริงได้อย่างไร

มันทำให้จูดี้ลงมือเก็บเงิน ด้วยการสมัครเข้าทำงานในบริษัทท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ภายในเวลาปีครึ่ง เธอก็พร้อมแล้วที่จะเปิดสำนักงานท่องเที่ยวเล็กๆของตนเองขึ้น และมันก็กลายเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จขึ้นมา

ดังนั้น บทสรุปของบันไดขั้นที่สอง ก็คือ คุณจะต้องเขียนหัวข้อลงไว้ 2 แบบคือ แบบที่หนึ่งเป็นแนวความคิด ที่คุณเชื่อว่า มีค่าควรแก่การพิจารณาต่อไป กับอีกหัวข้อหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์สำหรับคุณเลย

บันใดขั้นที่ 3 – จัดลำดับแนวความคิดที่ดีที่สุด

ในขั้นนี้ คุณจะเลือกแนวความที่ดีที่สุด 2-3 ข้อออกมา ซึ่งตอนนี้ การเลือกจะต้องเป็นหน้าที่ส่วนตัวของคุณ แต่คนส่วนมากจะใช้วิธีให้คะแนนระหว่าง 1-10

คุณก็เพียงแค่อ่านแนวความคิด และให้คะแนนในเหตุผลของแต่ละข้อไปพร้อมกัน ข้อใดที่ได้คะแนนมากที่สุด ก็ถือเป็นข้อที่จะนำไปพิจารณาในบันใดขั้นที่สี่

“ในฐานะที่ผมเป็นวิศวกรก่อสร้าง ผมรู้ดีว่า วิธีให้คะแนน มันไม่ใคร่มีน้ำหนักเท่าไร่นัก แต่ผมก็ใช้อยู่ดี” กิล เอ็ม เล่า “ผมไม่เคยยุติความรู้สึกพิศวง ในทุกครั้งที่ผมสามารถหาทางแก้ปัญหาที่มันยากเย็นได้เลย ในบางครั้ง มันเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ผมนึกไม่ถึงด้วยซ้ำ ผมคิดว่า มันเป็นการดึงเอาสัญชาตญาณแห่งการสร้างสรรค์ ออกมาจากสมองของผมจริงๆ ส่วนการให้คะแนนนั่น มันช่วยให้ผม สามารถวิเคราะห์หนทางที่เป็นไปได้ชัดเจนขึ้น”

มีคนเป็นจำนวนมากที่ได้แนวความคิด หรือหนทางในการแก้ปัญหา เมื่อเขาดำเนินกรรมวิธีมาถึงบันใดขั้นที่สามนี้ บางคนก็ได้ในสิ่งที่ต้องการตั้งแต่ขั้นแรก แต่บันใดทั้ง 5 ขั้นที่เรามานำเสนอนั้น ก็เพื่อให้คุณมีโอกาสพิจารณาเมื่อแนวความคิดอันเหมาะสม ยังไม่ปรากฏออกมาให้เห็น

บันใดขั้นที่ 4 – การสร้างสรรค์ส่วนผสมที่ดี

คุณเคยมีความรู้สึกบ้างไหมว่า สิ่งที่คุณคิดออกมาได้นั้น บางครั้งมันก็เป็นเพียงแนวความคิดที่ดี ต่อเมื่อได้พิจารณาอย่างใกล้ชิดเท่านั้น ? โดยปรกติแล้ว ทุกคนก็มีความรู้สึกเช่นนี้ด้วยกันทั้งสิ้น และถึงแม้มันจะเกิดขึ้น แต่ก็ต้องถูกโยนทิ้งไป สำหรับเทคนิคที่เรากำลังแนะนำอยู่นี้ จะไม่มีวันหายไปไหนได้

ทั้งนี้เพราะถ้าแนวความคิดหนึ่งมีข้อบกพร่อง คุณก็ลองหาจากข้ออื่นๆซึ่งอาจนำมาประสมประสานเข้าด้วยกันได้ และนำไปพัฒนาใช้ แนวควมคิดดีๆ 2 ประการนั้น เมื่อนำมารวมกันเข้า มักจะได้แนวความคิดใหม่ ที่ดีกว่าอันเดิม ขอให้คุณดูตัวอย่างจากดินสอ กับยางลบ ซึ่งมีประโยชน์แตกต่างกันไปคนละทางเลย แต่พอมีคนต้นคิดเอาทั้งสองสิ่งนี้ มาร่วมกันเข้า มันก็กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่นิยมใช้กันทั้งโลก ดังนั้นจงพยายามคิดหาวิธีการที่จะสร้างสรรค์ ให้มีส่วนผสมที่ดีเกิดขึ้น ระหว่างแนวควมคิดต่างๆที่คุณได้เลือกไว้แล้ว เพราะมันจะทำให้คุณได้สิ่งหนึ่งอันสำคัญ คือ หนทางแห่งความเป็นไปได้ ที่จะนำมาแก้ปัญหา โดยไม่ต้องกังวลกับข้อบกพร่องของข้อใดข้อหนึ่งที่มีอยู่

บันไดขั้นที่ 5 – วิเคราะห์แนวความคิดที่ใช้ไม่ได้

น้อยนักที่เมื่อคุณผ่านบันไดทั้ง 4 ขั้นแล้ว คุณจะไม่ได้แนวความคิด หรือ หนทางในการแก้ปัญหาเลย แต่ในบางครั้ง ที่คุณยังไม่ได้คำตอบที่ต้องการ บันไดขั้นที่ 5 ก็จะช่วยคุณได้

เมื่อคุณทำตามคำแนะนำในบันไดขั้นที่ 2 ที่ให้เขียนแนวความคิดที่ใช้ไม่ได้ประกอบเหตุผลขึ้น แนวความคิดเหล่านี้ สามารถจะพิสูจน์ให้คุณเห็นในคุณค่า ขณะที่คุณวิเคราะห์การที่จะนำมันมาประสมกับความคิดอื่นอยู่ จงเลือกข้อที่ดีที่สุดออกมา และกระทำเช่นเดียวกับในบันไดขั้นที่ 4 คือ พยายามเอามันไปประสมเข้ากับแนวความคิดอื่น และคุณจะได้พบว่า แนวความคิดที่ใช้ไม่ได้ 2 ข้อนั้น เมื่อนำมารวมกันเข้าแล้ว ก็จะเป็นแนวความคิดที่ดีได้

คุณคงจำเรื่องของ จูดี้ ไอ ที่สร้างงานอาชีพของตน ขึ้นจากแนวความคิดที่ใช้ไม่ได้นี้ เหตุผลก็คือ เธอขาดประสบการณ์ และขาดเงินที่จะมาทำธุรกิจนั้น แต่อีกข้อหนึ่งที่เธอปฏิเสธเช่นกัน ก็คือ กาเป็นพนักงานขายแบบกินค่านายหน้า “ฉันรู้ว่า มันเป็นการง่ายที่จะหางานขายแบบนั้น เมื่อคุณไม่มีเครดิตจะไปเสนอให้กับนายจ้าง” จูดี้เล่า “เพราะคุณจะได้รับเงินค่านายหน้า ตามสัดส่วนของงานที่คุณได้ทำ ฉันก็เลยเอาความคิดนี้ ไปประสมเข้ากับเรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งก็ได้ผลอย่างมหัศจรรย์จริงๆ” นั่นคือสิ่งที่จูดี้ได้กระทำลงไป และเธอก็ประสพความสำเร็จอย่างแท้จริง

จะทำอย่างไร จึงจะทำให้ความคิดเกิดขึ้นโดยฉับพลัน

“มิวิธีใดบ้างไหม ที่จะบังคับให้แนวความคิด เกิดขึ้นโดยฉับพลันทันที? ” นั่นคือคำถามที่ผมได้รับอยู่เสมอ จากบุคคลผู้มีความสนใจในการใช้เทคนิคการขุดค้น เพื่อหาแนวความคิด และหนทางในการแก้ปัญหา

การที่คุณจะนั่งลงแล้ว เขียนความคิดต่างๆที่เกิดขึ้นในสมองนั้น นับเป็นสิ่งปรกติที่ทำกันมา แต่ในบางโอกาส จิตใจของคุณ ก็ไม่พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ รวมทั้งสามัญสำนึก และจิตใต้สำนึก ก็ส่งข้อมูลออกมาให้อย่างปราศจากการถูกกระตุ้นให้ริเริ่ม…

การกระตุ้นให้ริเริ่ม คือสิ่งที่คุณจะต้องกระทำ เพื่อให้เกิดตัวเร่งขึ้น
บุคคลผู้มีความเชี่ยวชาญ ในเทคนิคการขุดค้น จะนำสูตรหนึ่งเข้ามาใช้เพื่อประกันการไหลอย่างเต็มที่ของแนวความคิด ตามที่ได้เขียนขึ้นเป็นหัวข้อไว้ เขาจะกระตุ้นสมอง จนกว่าความคิดที่เข้าประเด็น จะหลุดออกมา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ เขาจะไม่รอให้ความคิดเกิดขึ้นเอง แต่จะบังคับมันออกมา สูตรที่เขานำมาใช้ และเป็นสูตรง่ายๆ ก็คือ การหาคำมาประกอบ ซึ่งก็เหมือนกับการเล่นเกมนั่นเองสิ่ง ที่คุณจำเป็นจะต้องมี ก็คือ หนังสือทีมีคำมากๆ หลายคนมักจะใช้หนังสือพจนานุกรม ขนาดพกกระเป๋าติดตัวไว้ ทั้งนี้เพื่อจะใช้เลือกคำพิเศษที่ตนต้องการ

พลังของคำที่นำมาใช้ประกอบ

เทคนิคก็มีเพียงง่ายๆ คือ เมื่อ คุณต้องการจะหาแนวความคิด แต่ปรากฏว่า มันเกิดขึ้นช้ามาก คุณก็หาเปิดหนังสือ เพื่อหาคำประกอบ เพื่อให้เข้ากับสิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับคุณอยู่ ปล่อยให้คำเหล่านั้น เสนอแนะแนวความคิดขึ้น

ยกตัวอย่าง เช่น ในพจนานุกรม บรรจุคำไว้หลายพันคำ เมื่อคุณต้องการหาแนวความคิด ถึงวิธีการหาเงิน มาเพิ่มให้กับริษัทที่คุณทำงานอยู่ คุณก็เปิดพจนานุกรมออก แล้วหาคำบางคำที่จะเข้ากับแนวความคิดของคุณ หรือเป็นตัวนำให้กับความนั้น เช่น

คุณต้องการจัดแข่งขันกีฬาขึ้น สมมติว่า คุณเปิดขึ้นที่ตัว c และพบคำว่า COWBOY คุณก็อาจจะนึกเลยไปถึงการแข่งขันขี่ม้า ขว้างบ่วงบาศก์ในสนามโรดิโอ เป็นต้น

คำทุกคำในพจนานุกรม ใช่ว่าจะนำมาใช้ได้ทั้งหมด แต่เมื่อพบคำที่น่าสนใจ จงใช้เวลาสัก 10-15 วินาที คิดถึงความสัมพันธ์ อันอาจเป็นไปได้ระหว่างคำๆนั้น กับปัญหาที่คุณขบคิดอยู่ เพราะในบางครั้ง มันอาจทำให้คุณพบกับแนวความคิดที่มีค่าขึ้นมาได้

ให้โอกาสตัวเองในการเลือก

เมื่อคุณได้เห็นภาพถ่ายสวยๆในปฏิทิน หรือภาพที่มีพลังในหนังสือพิมพ์หน้าแรก คุณคิดว่า เป็นความสามารถของช่างภาพ ที่ถ่ายภาพนั้นมาใช่หรือไม่?

บางทีมันก็อาจจะเป็นไปได้

แต่จงกำหนดไว้ในใจว่า ช่างภาพผู้นั้น เป็นนักขุดค้นคนหนึ่ง เขาอาจจะต้องถ่ายภาพเดียวกันนั้นเป็นโหลๆ หรืออาจจะถึงร้อยรูป เพียงเพื่อให้ได้ภาพที่จะประทับใจที่สุดเพียงภาพเดียว สิ่งที่นำประโยชน์มาสู่ช่างภาพนั้น ควรจะเป็นประโยชน์สำหรับคุณ ในการแสวงหาแนวความคิดด้วย จงเปิดโอกาสให้ตัวเองได้มีทางเลือก แล้วคุณจะได้ในสิ่งที่ดีกว่าเสมอ

การทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย

แอนดี้ เค. เป็นผู้จัดการฝ่ายธุรกิจ ของบริษัทละครเร่ ที่ใหญ่มากแห่งหนึ่ง ซึ่งมีทั้งศูนย์สาขา และศูนย์การแสดงตามเมืองต่างๆ และยังโรงละคร ที่ยังใช้ทั้งในการแสดงและประโยชน์อื่นๆ เช่น การจัดประชุมได้อีกด้วย

“คุณคงจะมองภาพออกว่า ผมจะต้องเผชิญกับปัญหาอะไรบ้าง ” แอนดี้กล่าว “ถ้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร ตำแหน่งสำคัญๆสักคนหนึ่ง เกิดเจ็บไข้ได้ป่วยลง หรืองานของเขาต้องล่าช้าไป ด้วยสภาพของดินฟ้าอากาศ หรือเครื่องมือสักชิ้นส่งมาไม่ทันเวลา เราก็จะต้องประสบกับปัญหาที่ยุ่งยากมาก”

ซึ่งถ้าแอนดี้ มิได้ใช้เทคนิคการขุดค้น และสูตรในการหาทางออก เตรียมไว้ในกรณีที่ปัญหาเกิดขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเพิ่มมากขึ้นกว่านี้

“ผมจะนั่งลง พร้อมด้วยกรรดาษดินสอในมือ และจะเขียนหัวข้ออันเป็นทางออกไว้ประมาณ 15 – 20 หัวข้อ ” แอนดี้อธิบา”ซึ่งจกหัวข้อทั้งหมดนี้จะมีอยู่ 1-2 หัวข้อ ที่ใช้การได้ดี และผมก็สามารถทำงานตามกำหนดการที่กะไว้ได้”

“เวลาที่ผมคิดหาทางออก เพื่อเขียนลงในกระดาษ ผมจะไม่ให้ตัวเองบังเกิดความวิตกกังวล กับปัญหาใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นเลย ผมจะเขียนมันลงไว้ ในทันทีที่มันผ่านเข้ามาในสมอง โดยที่จะไม่ยอมให้มีการวิจารณ์ความคิดนั้นผ่านเข้ามาได้ ทันทีที่ผมเขียนทางออกทั้งหมดลงแล้ว ผมก็จะเดินหน้าต่อไป เป้าหมายของผมอยู่ที่ว่า จะต้องเขียนลงไว้ในหน้ากระดาษ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ภายในเวลาที่กำหนดไว้ “

เช่นเดียวกับบุคคลที่ศึกษาเทคนิคในการขุดค้นทั้งหลาย แอนดี้หลีกเลี่ยงการที่จะวิพากวิจารณ์ หรือวิเคราะห์ข้อมูล ในขณะดำเนินการตามกระบวนการดังกล่าวอยู่ เพราะเขารู้ดีว่า การทำเช่นนั้น จะทำให้ความคิดทั้งหลายทั้งปวงชะงักงันลง

และขณะนี้ คุณก็ได้เทคนิคในการขุดค้น เข้ามาเป็นเครื่องมือ ในการเพิ่มพลังสมองอีกชิ้นหนึ่งแล้ว

หน้าต่อไป

บลอกที่ WordPress.com .