ชมรมศึกษาผลงานวิทยากร เชียงกูล

มีนาคม 30, 2007

การเขียน blog กับเทคนิคการสร้างสายใยมิตรภาพระหว่าง blog อย่างเหนียวแน่น กับการหาเพื่อนแท้สักคน!!!

Filed under: การเรียนรู้, ไอที — witclub @ 4:09 pm

หลายคนทำ blog ขึ้นมา เพื่อเป้าหมายหลักคือ หารายได้ ติดโฆษณา และพยายามทำให้คนอื่นๆ คลิกเข้ามาดู blog ของตัวเองบ่อยๆ เพื่อเพิ่มยอดสถิติ

พอไม่ได้ดังที่หวัง ก็เลิกกันไป

ความจริงถ้าไม่คิดในแง่ธุรกิจแล้ว เราสามารถสร้าง blog และสานสายใยมิตรภาพให้เกิดขึ้นได้อย่างเหนียวแน่น
เคยคิดจะทำเช่นที่ว่านี้ไหมล่ะครับ

ในแต่ละวัน คุณมีโอกาสที่จะท่อง net ไปได้หลายเวบ หลายที่ สามารถที่จะเข้าไปอ่าน blog ได้ร้อยแปด พันเก้าแห่ง

แต่ถ้าคุณค้นพบ blog ที่มีเนื้อหาที่บันทึก ในแบบเดียวกับคุณ รอช้าไม่ได้ครับ ควรรีบสร้างสายใยมิตรภาพทันที
เพื่อนที่เรารู้จักนั้น สามารถมีกันได้หลายคน แต่เพื่อนแท้ และเพื่อนตาย มีกันได้ไม่กี่คน
ถ้าเราท่อง blog จนค้นพบคนที่สนใจเรื่องเดียวกับเรา เทคนิคการสร้างสายใยมิตรภาพอย่างเหนียวแน่น คือ เราต้องเกาะติดกับ blog นั้นครับ หากเราจะคบกับคนเขียนบันทึกนั้น ในแบบที่สนิทสนมมากกว่าคนอื่นๆ

เมื่อเขาเขียนบันทึกที่เราโดนใจ อย่ารอช้าที่จะเข้าไป comment
เมื่อ comment แล้ว กลับมาเปิดดูด้วย หากเขา comment ตอบแล้ว เราสามารถที่จะเขียนความเห็นต่อไปได้อีก เรียกว่า คุยให้ลึกซึ้ง แตกฉานกันไปเลย… แต่หลายคน เมื่อเข้าไปเขียน comment แล้ว ไม่ค่อยได้ไปติดตามต่อ หรือเข้าไปเขียน ชวนคุยต่อไปเรื่อยๆ

ยิ่งถ้าเจ้าของ blog นั้น เข้ามาดูบันทึกบ่อยๆ เรียกว่า เขียนความเห็นไปไม่นาน แล้วเขาก็เข้ามาตอบในระยะเวลาไม่นานนัก แล้วเราเขียนความเห็นในบันทึกนั้นต่อลงไปอีก แล้วเค้ายังมาเขียนตอบอีก

แสดงว่า คุณได้ค้นพบคนที่ใส่ใจความรู้สึก และมีเวลาที่จะพูดคุยกับคุณได้บ่อยๆผ่านทาง ง blog ไปจนถึง chat และช่องทางอื่นๆ

แต่กว่าที่เราจะค้นพบเพื่อนแท้ในแบบนี้ เราต้องใช้ความพยายามในการค้นหา และติดตามหน่อย
วิธีที่ง่ายในการติดตาม นั่นคือ การดึง rss feed จาก blog ไปอ่านใน โปรแกรมสำหรับอ่าน Rss Feed เช่นดึงไปอ่านใน mail.yahoo.com, bloglines.com หรือ Google reader


ซึ่งการใช้โปรแกรมนี้ จะทำให้ง่ายในการติดตามความเคลื่อนไหวของหลายๆ blog และสามารถค้นหาเพื่อนแท้จาก blog มากมายได้อย่างไม่ยากนัก

เทคนิคการแก้ไขชื่อคนเขียนบันทึกใน blogspot

Filed under: ไอที — witclub @ 1:01 am

ในการเขียนบันทึก หรือเข้าไปเขียน comment ใน blog ต่างๆใน blogspot นั้น
เราสามารถทำการเปลี่ยนชื่อได้ตามที่ต้องการ
เมื่อทำการ log in เข้าระบบ ชื่อที่เปลี่ยนใหม่ จะปรากฏโดยอัตโนมัติทุกๆบันทึก หรือความเห็นที่เข้าไปเขียน
และเมื่อเปลี่ยนชื่อใหม่ ทุกๆที่ที่เคยเข้าไปเขียนไว้ จะเปลี่ยนตามชื่อที่เปลี่ยนไปนั้นโดย

1. login เข้าสู่ระบบของ blogger.com
2. เข้าสู่หน้า Dashboard ดังภาพ แล้วคลิกที่ Edit Profile (or View) (ซึ่งอยู่ด้านขวา ..ดังภาพในข้อ 3)

Dashboard

3. ทำการเปลี่ยนชือในส่วน Display Name ตัวอย่าง ชื่อ Biz stone คลิกแก้ไขที่ Edit Profile
(คุณสามารถใส่รูปภาพได้ตามต้องการ หากไม่ต้องการ ปล่อยว่างไว้)
Edit Profile

4.ดูที่ส่วน Identity section ทำการเปลี่ยนชื่อที่ Display Name:
ซึ่งสามารถพิมพ์้ภาษาไทยได้

Nickname

5. เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว คลิกปุ่ม save

Save your Profile

หมายเหตุ
สำหรับรายละเอียดในส่วน Privacy
กรณีที่ไม่ต้องการให้ข้อมูลส่วนตัวถูกเผยแพร่ สามารถคลิกเครื่องหมายถูกออกจาก check box ทุกอัน

Share my profile
Show my real name
Show my email address

Show my blogs

มีนาคม 29, 2007

การทำ blog แบบไม่เหงาใจ เทคนิคการติดตามดูอย่างลึกซึ้งว่า มีคนเข้ามาดู blog ของเราขนาดไหน

Filed under: พฤติกรรมสุขภาพ, ไอที — witclub @ 7:28 am

สำหรับคนที่สร้าง blog เขียนบันทึกในหลายๆที่ เขียนบันทึกไปแล้ว ดูเงียบๆเหงาๆ ไม่รู้ว่า มีใครเห็นหรือเปล่า มีคนมาเปิดอ่านบ้างไหม เขียนมาตั้งนาน ไม่มีใครมาเขียนความเห็นไว้มั่งเล้ย

นานวันไป ชักเหงาใน ท้อใจ จนเลิกเขียนไปเลย

แต่เรามีเทคนิคการติดตามดูอย่างลึกซึ้งว่า มีคนเข้ามาเปิดดู blog ของเราขนาดไหน แม้ว่า จะไม่มีคนมาเขียนความเห็น แต่ถ้าเราเห็นร่องรอยคนที่เข้ามาดูบันทึกของเรา ว่ามาจากที่ไหน เวลาไหน เข้ามาดูกี่นาที มาตอนกี่โมงกี่ยาม ฯลฯ

จะทำให้เราเห็นความลับหลายอย่างซ่อนอยู่

เทคนิคที่ว่านี้ ไม่ยากครับ โดยการติดตัวนับสถิติหรือ stat counter เข้าไปเลย
บางคนอาจจะอาย ที่จะติดสถิติที่โชว์ตัวเลข อายตัวเลขที่น้อยกว่าชาวบ้าน
ตอนเริ่มต้น ก็เริ่มจากตัวเลขน้อยๆ นานวันไป มันก็เพิ่มขึ้นเอง
การที่มีบันทึกให้อ่านเรื่อยๆ คนก็จะได้เข้ามาอ่านเรื่อยๆ ถ้านานๆเขียนบันทึกที ใครจะเข้ามาอ่านบ่อยๆล่ะครับท่าน ถ้าเข้ามาแล้ว เห็นบันทึกเก่าๆหลายหน คนดูก็เลิกเข้ามาดูเหมือนกัน

ตัวนับสถิติที่แนะนำให้ติด เพราะให้ข้อมูลที่ละเอียดมาก คือ sitemeter นั่นเอง

http://www.sitemeter.com/

ตัวนับสถิติตัวนี้ เก็บข้อมูลละเอียดมากๆ โดยคุณที่มีบล็อก สามารถสมัครได้ฟรี จะได้ source code ที่เป็น Java script แล้ว Code เอา code ไปวางไว้ในบล็อกของคุณ แต่นี้ก็เรียบร้อย

แต่มีหลายบล็อก ไม่ยอมให้ใส่ code java ลงไป ให้ใส่แต่ code ธรรมดาๆ ซึ่ง site meter ก็มีเช่นกัน แต่มันจะเก็บข้อมูลไม่ค่อยละเอียดเท่าไหร่

ลองมาดูตัวอย่างข้อมูลผู้เข้าชม blog คนจุดตะเกียงแห่งนี้ที่ sitemeter เก็บไว้

General
Summary
Who’s On?
Traffic Prediction
Recent Visitors
By Details
By Referrals
By World Map
By Location
By Out Clicks
By Entry Pages
By Exit Pages
Visits
Day Week Month Year
Visits and
Page Views
Day Week Month Year
Page Ranking
Entry Pages
Exit Pages

Summary – บอกภาพรวมสถิติ (total) มีจำนวนคนเข้าดูทั้งหมดเท่าไหร่ จำนวนเฉลี่ยต่อวัน(Average Per Day), ระยะเวลkเฉลี่ยที่อยู่ใน blog กี่นาที (Average Visit Length), ชั่วโมงที่ผ่านมา มีคนเข้ามาดูกี่คน (Last hour), ยอดรวมผู้ชมในวันนี้(today), ยอดรวมผู้ชมของสัปดาห์นี้ (This week)

Who’s On? – มีคนที่กำลังออนไลน์ ณ เวลานั้นกี่คน ใครบ้าง

Traffic Prediction – ทำนายแนวโน้มจำนวนผู้ชมในช่วงเวลาอันใกล้ จะเข้ามากี่คน

Recent Visitors
By Details-
By Referrals – ดูเวบไซต์ที่คลิกเข้ามาเจอ blog เรา
By World Map – แผนที่แสดงพิกัดผู้เยี่ยมชม
By Location – แจ้ง สถานที่ตั้ง ip พิกัดของผู้เยี่ยมชม
By Out Clicks – บอก url เวบไซต์ที่คลิกออกจากที่นี่
By Entry Pages –
By Exit Pages – บอกหน้าที่อยู่ใน blog ก่อนออกไปที่อื่น

Visits
Day – กราฟสรุปข้อมูลผู้เข้าชมใน 1 วัน รายงาน 24 ชั่วโมง
Week – กราฟสรุปข้อมูลผู้เข้าชมในรอบ 7 วัน
Month – กราฟสรุปข้อมูลผู้เข้าชมใน 30 วัน
Year – กราฟสรุปข้อมูลผู้เข้าชมในแต่ละเดือน

ฯลฯ

มีอีกเพียบเลยครับ ลองคลิกๆดูละกัน

เมื่อคุณเปิดดูสถิติของ blog จะทำให้คุณไม่เหงาใจอีกต่อไป
และยิ่งเห็นจำนวนผู้ชมที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ย่อมจะทำให้หลายคนมีกำลังใจในการเขียน blog ต่อไป เพราะมีคนเข้ามาดูนี่นา ไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่คิดซะหน่อย…

มีนาคม 28, 2007

เทคนิคการทำ blog กันเป็นทีมที่ blogspot.com

Filed under: การเรียนรู้, ไอที — witclub @ 4:43 pm

หลายคนเขียน blog เขียนบันทึก สร้าง blog เป็นของตัวเอง หลายบล็อก รุ่ง มีคนติดตามอ่านตลอด แต่หลายบล็อก ค่อยๆเงียบหายไปจากโลก คือ ไม่มีข้อมูลใหม่ๆมาให้ติดตามอ่านอีกเลย

ทำ blog คนเดียว เขียนคนเดียว ก็ท้อใจได้เหมือนกัน

ถ้าสังเกตดูในหลายบล็อก ที่จะมีการอัปเดตข้อมูลทุกวัน อัปเดตกันบ่อยครั้ง เอาอะไรมาเขียนกันนักกันหนา แต่ถ้ารู้เคล็ดลับอย่างหนึ่ง นั่นคือ มีทีมงานช่วยกันเขียน ช่วยกันทำ ทำให้มีข้อมูลใหม่ๆออกมาเรื่อยๆ คงจะร้องอ๋อกันเลย

การทำ blog เป็นทีม เป็นการร่วมด้วยช่วยกัน ทำให้เกิดความคึกคัก ไม่เงียบเหงา เปิดเข้ามาดู ก็มีอะไรให้อ่านเรื่อยๆ มีข้อมูลใหม่ตลอด แบบนี้ค่อยน่าติดตาม เปิดเข้ามาดูทุกๆวันกันหน่อย

สำหรับ blogger.com หรือ blogspot.com นั้น เปิดโอกาสให้สร้างทีมทำ blog ขึ้นมาได้เหมือนกันครับ
วิธีการคือ เมื่อ login เข้าสู่ระบบ ไปที่ Dashboard เข้าไปที่แท็บ Setting แล้วคลิกที่แท๊ปย่อย Permission จะเห็นหน้าจอสำหรับจัดการสร้างทีมปรากฏขึ้นมา ซึ่งในตอนแรก จะมีสมาชิกอยู่เพียงคนเดียว ซึ่งก็คือเจ้าของ blog นั่นเองครับ

ซึ่งในระบบนี้ ถือว่า ทุกคนเป็นสมาชิกในกลุ่ม (Team members) แต่มีสิ่งที่แตกต่างกัน คือ ตำแหน่ง admin ที่มีสิทธิ์สูงสุด ทำได้ทุกอย่าง ตั้งแต่เขียนบันทึก แก้ไข และลบบันทึกของสมาชิกทุกคนได้ สามารถชวนคนอื่นมาเป็นสมาชิกได้ , ตั้งสมาชิกธรรมดาเป็น admin ได้ ซึ่งเราสามาถแต่งตั้ง admin ได้หลายคน ซึ่งจะปรับแต่งแก้ไข blog ได้ทั้งหมด

แต่ถ้าเป็น admin หลายคน อาจจะยุ่งกันพอดูนะครับ ต่างคนต่างทำตามใจตัวเอง อาจจะลบ แก้ไขกันวุ่นวายก้ได้

สำหรับสมาชิกทั่วไปนั้น ทำได้เพียงแค่ login เข้ามาในระบบ มาเขียนบันทึก สามารถแก้ไข และลบเฉพาะบันทึกที่ตัวเองเขียนได้เท่านั้น นอกจากนั้น ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำอะไรได้เลย

หากคุณมี account ของ gmail , google account คุณสามารถใช้ account นั้น สร้าง blog หรือเชิญคนอื่นมาร่วมเป็นสมาชิก ทำ blog ร่วมกันได้เลย

เช่น คนจุดตะเกียงอาจจะส่งเมล์ไปเชิญคุณมาร่วมเขียนบันทึกใน บล็อกนี้ และคุณเอง อาจจะเชิญคนจุดตะเกียงไปร่วมเขียนบันทึกที่บล็อกของคุณด้วย เป็นการแลกเปลี่ยนกัน สร้างบรรยากาศ สร้างสีสัน เติมเต็มมิตรภาพระหว่างกัน ซึ่งคุณสามารถที่จะเชิญเพื่อนคนอื่นๆมาร่วมเขียนบล็อกได้มากมาย

ถ้า blog ใด ที่มีคนเข้ามาติดตามอ่านมากๆ คนอื่นๆ อาจจะเข้าไปเขียนบันทึกและทำลิงค์มายัง blog ของตัวเอง เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ชมได้อีกด้วย ทำให้เกิดชุมชน มิตรภาพระหว่างชาว blog เพิ่มขึ้น

คลิิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย

มาถึงขั้นตอนการเชิญคนอื่นมาเป็นสมาชิกเขียนบันทึกกันบ้าง จากแท็ปย่อย Permission คุณจะเห็นตาราง
Blog Authors เมื่อคุณคลิกที่ปุ่ม Add Authors จะมีแบบฟอร์มให้กรอกอีเมล์ในช่อง Invite more people to write to your blog หลังจากนั้น คลิกปุ่ม invite แล้ว ทาง blogger จะส่งอีเมล์ไปเชิญให้เขามาร่วมทำ blog กับคุณ ซึ่งเป็นอีเมล์ภาษาอังกฤษจาก blogger

เมือว่าที่สมาชิกใหม่ได้รีบอีเมล์เชิญแล้ว คลิกเปิดดู จะเจอข้อความเชิญชวนมาทำ blog ด้วยกันหน่อย (ดังรายละเอียดแนบท้าย ข้างล่าง) ถ้าตกลงก็คลิกตามลิงค์ที่ให้มา แล้วจะเข้าสู่หน้า blogger.com ทันที ถ้ามี account ของ blogger อยู่แล้ว ก็กรอกเข้าไปเลย หากไม่มีก็ create account เพื่อสมัครสมาชิกใหม่ต่อไป

เมื่อล็อกอินเข้าระบบแล้ว สมาชิกใหม่ก็มีสิทธิเขียนบันทึกใน blog ของคุณได้ทันที

เมื่อส่งอีเมล์ไปเชิญชวนแล้ว ไม่ว่าสมาชิกใหม่จะตอบรับหรือปฏิเสธ จะมีรายงานส่งถึงคุณทางอีเมล์ รายชื่อคนที่ยังไม่ได้ตอบรับ จะอยู่ที่ตาราง Invitations ซึ่งคุณสามารถที่จะส่งเมล์ไปเชิญอีก โดยคลิกปุ่ม invite again หรือ จะ Remove ออกไปเลยก็ได้ครับ

สำหรับ blog ที่มีการอัปเดตบ่อยๆ ยิ่งขยันทำ คนยิ่งเข้ามาอ่านบ่อยๆ จำนวนคนอ่าน สถิติจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นใน blog คนจุดตะเกียงแห่งนี้ มีจำนวนผู้เยี่ยมชมเข้ามาดูเรื่อยๆนะครับ

หากท่านใดสนใจ อยากทดลองเขียน blog ใน blog คนจุดตะเกียงแห่งนี้ คลิกที่ comments หรือ แบบฟอรฺ์มส่งอีเมล์ กรอกอีเมล์ และเขียนบอกมาว่า อยากทดลองร่วมเขียนบันทึกใน blog แห่งนี้ด้วย หรืออยากจะเชิญคนจุดตะเกียงไปร่วมเขียนบันทึกใน blog ของคุณเป็นการเพิ่มสีสัน ความมีชีวิตชีวาบ้าง ก็ดำเนินการตามขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้นนั้นแหละครับ

/////รายละเอียดแนบท้าย //////////

ตัวอย่างอีเมล์เชิญมาร่วมเขียนบล็อกด้วยกัน

From: ” no-reply@google.com
To: ัyour@email
Subject: You have been invited to cont ribute to เธ�เธ�เธ�เธธ เธ”เธ•เธฐเน€เธ�เธตเธข เธ�’s blog

The Blogger user เธ�เธ�เธ�เธธเธ”เธ•เธฐเน€เธ�เธตเธขเธ� has invited you to contribute to the private blog: เธ�เธ�เธ�เธธเธ”เธ•เธฐเน€เธ�เธตเธขเธ�.

To contribute to this blog, visit:
http://www2.blogger.com/i.g?inviteID=295xxxx447828151xxxx&blogID=229xxxxxxxxxxxxxxxx

You’ll need to sign in with a Google Account to confirm the invitation and start posting to this blog. If you don’t have a Google Account yet, we’ll show you how to get one in minutes.

If you are already a Blogger user, please note that this blog uses the new version of Blogger. To post to เธ�เธ�เธ�เธธเธ”เธ•เธฐเน€เธ�เธตเธขเธ�’s blog, you will access this new version with a Google account, instead of your Blogger account.

To learn more about Blogger and starting your own free blog visit http://www2.blogger.com.

มีนาคม 27, 2007

ต่าย อรทัยชุดพิเศษกับการโดน Copy ทั้งอัลบั้ม

Filed under: ไอที — witclub @ 1:43 am

นี่คือ ภาพที่เพื่อนๆส่งมาให้ กับแหล่งดาวน์โหลดเพลงทั้งอัลบั้มของนักร้องหลายคน
เป็นแหล่งที่หลายคนกำลังค้นหาครับ

อือม

ที่สะดุดใจตรงที่อัลบั้มเพลงของต่าย อรทัยที่่วางแผงไม่นาน ก็โดน upload เผยแพร่ แจกแถมใน internet (bit-torrent) ไปเรียบร้อยแล้ว … เฮ้อ

มีนาคม 25, 2007

สร้าง เวบไซต์ไม่ได้ดังใจ รัน Flash บน Dreamweaver ไม่ได้

เครื่องมือสร้างเวบไซต์อย่างสะดวกอีกตัวหนึ่งคือ Macromedia Dreamweaver ที่มีหลายคนใช้ในการพัฒนาเวบไซต์ แก้ไข source code

การสร้างเวบในตอนนี้ ต้องสร้างให้สวย สะดุดตาโดดเด่น
มีลูกเล่น ภาพเคลี่อนไหวที่น่าสนใจ ทำให้ผู้ดูแลเวบ หรือ webmaster ใช้เวลาในการตกแต่ง สร้างหน้าตา และออกแบบ ใส่ภาพเคลื่อนไหว นานกว่าการสร้างส่วนอื่นๆ

มีโปรแกรมสร้าง Flash animation สำเร็จรูปอย่างง่าย โดยไม่ต้องมีความรู้ในการใช้โปรแกรม Macromedia Flash มาก่อน ก็สามารถทำได้เลย

จึงมีคนประยุกต์นำโปรแกรมสร้างไฟล์ flash สำเร็จรูป มาตกแต่งหน้าแรกของเวบไซต์ ซึ่งทำได้ไม่ยาก จากโปรแกรมสำเร็จรูป เมื่อใส่ภาพเสร็จ แล้ว save เป็น html ซึ่งจะใส่ source code ของ flash animation โดยฝังไว้ในเวบ เพียงแค่เปิดดู source code… object embed sec แล้ว copy code นั้นไปวางในตำแหน่งที่ต้องการสำหรับหน้าแรกของเวบไซต์

ปัญหาคือ ใส่ code แล้ว ไม่รัน flash ให้เห็นบ้าง หรือรันแค่บางส่วน แต่ไม่ยอมเล่น movie ที่ใส่ไว้ทั้งหมด
บางคนเสียเวลาในการทำส่วนนี้เป็นวันๆ
เนื่องจากเป็นการสร้างเวบด้วยวิธีนี้เป็นครั้งแรก ย่อมต้องใช้เวลาในการเรียนรู้พอสมควร

น่าสังเกตว่า เราใช้เวลาในการพัฒนาในส่วนนี้มากเกินไปหรือเปล่า
เราอาจจะใส่รูปภาพที่สวยงาม ทำเป็นภาพเคลื่อนไหว โดยใช้ code ง่ายๆ อย่าง Marquee เหมือนกับการทำตัวหนังสือไหลเลื่อน ให้เวบไซต์มีจุดที่น่าสนใจ แต่ส่วนที่สำคัญที่สุด คือ เนื้อหาในเวบไซต์นั้น

หากหน้าแรกของเวบไซต์ มีภาพสวย มี flash animation ที่น่าสนใจ แต่หัวข้อ เนื้อหารายละเอียดไม่สมบูรณ์ หรือขาดหายไปบ้าง เวบไซต์นั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่

เพราะภาพเคลื่อนไหวที่ดูน่าสนใจ สำหรับผู้ชมเวบแล้ว เมื่อมองเห็นจะให้ความสนใจในส่วนนั้นมีเวลาไม่นาน เห็นแล้วเข้าใจ รับรู้ทันที แต่เนื้อหาในส่วนอื่นๆจะใช้เวลาดูมากกว่า เพราะต้องอ่าน ทำความเข้าใจ

แต่คนทำเวบหลายคน กลับใช้เวลาในการสร้างส่วนที่ผู้ชมใช้เวลาดูในเวลาไม่นาน มากกว่า เนื้อหาที่ผู้ชมใช้เวลาในการดู นาน….

อย่างน่าเสียดาย

มีนาคม 24, 2007

การเขียน blog คู่ขนานกับอีก blog : Blog Buddy

Filed under: วิธีคิด, ไอที — witclub @ 6:01 am

การเขียนบันทึกใน blog ต่างคนต่างเขียนในสิ่งที่ตนอยากจะบอก เล่าสู่คนอื่นๆ ตามรูปแบบเนื้อหา และสไตล์ที่ต่างกันไป

แต่การเขียนในอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การเขียน blog คู่ขนานกับอีก blog
เหมือนกับการเขียนที่สอดรับประสานกันไป ระหว่าง 2 บล็อก ในเนื้อหาเดียวกัน
blog 1 เขียนเรื่องการทำงาน blog 2 เขียนเนื้อหาเรื่องเดียวกัน พูดถึงบุคคล เหตุการณ์ ประเด็นที่ blog 1 กล่าวถึง และเขียนต่อเนื่องไปหลายๆตอน และยังทำ link เชื่อมโยงไปยังบันทึกของอีก blog ไว้ด้วย

ทำให้คนอ่านสามารถที่จะค้นพบบันทึกเรื่องนั้นได้มากขึ้น ไม่ว่าจะอ่านจาก blog 1 หรือ blog 2 หากติดตามอ่านอย่างต่อเนื่อง และร่วมเขียนข้อคิดเห็นตลอด ย่อมจะเข้าถึงรายละเอียด มุมมองที่กว้างขึ้น เพราะเรื่องเดียวกันนั้น มีคนเขียน คนเล่าถึง 2 คน ต่างคนต่างขยายความรายละเอียดในมุมมองของต้น

รูปแบบในลักษณะนี้ อาจเรียกว่า blog คู่บัดดี้ เหมือนคู่ซี้ที่แลกเปลี่ยนกัน

Blog buddy อาจจะช่วยให้เนื้อหานั้นถูกถ่ายทอดออกมาอย่างต่อเนื่อง หากคนที่ 1 เขียนได้น้อย แต่คนที่ 2 เขียนได้บ่อยๆ คนที่ 2 จะช่วยเขียนบันทึกออกมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนคนที่ 1 นานๆอาจจะเขียนบันทึกสักครั้งหนึ่ง แต่เนื้อหายังคงได้รับการถ่ายทอดออกมาให้ผู้อ่านได้ติดตามอย่างสม่ำเสมอ

มีนาคม 9, 2005

ไอทีเพื่อความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน

Filed under: ไอที — witclub @ 6:25 pm

โดย ผู้จัดการออนไลน์
ทศวรรษ 2000 นี้ ไอทีถูกนำมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน เพราะหัวใจสำคัญของการจัดการในโลกแห่งการบริหารในยุคปัจจุบันจึงอยู่ที่การเป็นผู้นำในด้านของต้นทุนต่ำสุดและการรักษาลูกค้า ทฤษฎี 4P ที่เหมาะกับการค้าในยุคเก่าเริ่มถูกทดแทนด้วยทฤษฎี 4C ซึ่งสามารถนำไอทีมาประยุกต์ใช้และตอบสนองต่อการตลาดในทิศทางใหม่นี้ได้อย่างเหมาะสม

ไอทีได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้งานในแวดวงธุรกิจมาเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 30 ปีมาแล้ว โดยนำมาประยุกต์ใช้และสามารถตอบสนองต่อความต้องการในแต่ละช่วงเวลา ตัวอย่างเช่นในช่วงทศวรรษ 70 ถึง 80 นั้น เน้นการใช้ประโยชน์จากการประมวลผลเป็นหลัก ในขณะที่ช่วงทศวรรษที่ 90 เน้นการประยุกต์ใช้เพื่อการจัดการที่มีประสิทธิภาพ สำหรับทศวรรษ 2000 นั้นไอทีถูกประยุกต์ใช้ในเรื่องของการสร้างความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันให้กับองค์กรธุรกิจ

การสร้างความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน หรือ Competitive Advantages เป็นเรื่องที่ถูกนำมาถกเถียงกันมากในปัจจุบัน ทั้งนี้เนื่องมาจากความผันผวนที่เกิดขึ้นจากสภาพการแข่งขันและตลาด โดยมีปัจจัยสำคัญคือ การเกิดนวัตกรรมที่สำคัญทางเทคโนโลยีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเมื่อโลกก้าว เข้าสู่ยุคของเทคโนโลยีดิจิตอล นั่นคือการรวมตัวของเทคโนโลยี (Convergence of Technology) หลัก 3 กลุ่มด้วยกัน ซึ่งได้แก่ เทคโนโลยีด้านสารสนเทศ (Information Technology) เทคโนโลยีด้านการสื่อสาร (Communications) และเทคโนโลยีด้านสื่อ (Media) ทำให้โลกในวันนี้เข้าสู่ยุคแห่งเศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy)

ในขณะที่พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมด้วย เนื่องจากผู้บริโภคจะมุ่งเข้าหาแหล่งข้อมูล ผลิตภัณฑ์ และบริการที่ตนต้องการมากกว่าการได้รับข่าวสารจากเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือผู้ให้บริการแต่เพียงฝ่ายเดียว

หัวใจสำคัญของการจัดการในโลกแห่งการบริหารในยุคปัจจุบันเพื่อสร้างความได้ เปรียบในเชิงการแข่งขันจึงอยู่ที่การเป็นผู้นำในด้านของต้นทุนต่ำสุด (Cost Leadership) และการรักษาลูกค้า (Customer Retention) เพื่อสร้างมูลค่าของลูกค้า (Customer Value)ให้เพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันเราจึงพบเห็นการริเริ่มใช้การจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) ในองค์กรน้อยใหญ่ทั่วไป

ทั้งนี้เนื่องจากองค์กรธุรกิจได้รับแรงกดดันจากผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่ที่ต่าง ก็มีวัตถุประสงค์ในการลดต้นทุน ทำให้ผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่จำเป็นต้องสร้างมูลค่า (Value Chain) ในขณะที่จำนวนผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่ที่ไม่สร้างมูลค่าต่างก็ถูกตัดออกจากห่วง โซ่ไป นอกจากนี้ความเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการค้าในลักษณะที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ก็ สร้างโอกาสให้คู่ค้าและลูกค้าต่างก็สามารถติดต่อกันได้โดยลดผู้ที่อยู่ตรง กลางออกไป

ในส่วนของการตลาดนั้นเป็นส่วนที่เห็นบทบาทของไอทีได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการนำเอาระบบซีอาร์เอ็มมาใช้เพื่อการรักษาฐานลูกค้า และเพิ่มมูลค่าของลูกค้าให้เพิ่มสูงขึ้น หรือการสร้างระบบ Personalization เพื่อนำเสนอสิ่งที่ตรงใจของลูกค้ามากที่สุดและการสร้างช่องทางการสื่อสาร ใหม่ที่ทำให้คู่ค้าและลูกค้าสามารถติดต่อสื่อสารได้สะดวกในลักษณะโต้ตอบสอง ทาง (Two-way Interactive Communications)

หากพิจารณาทฤษฎีการตลาด 4P (Product, Price, Place และ Promotion) ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายนั้น เป็นการตลาดที่เหมาะกับการค้าในยุคเก่าที่เน้นการผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้อง การของตลาดในราคาที่เหมาะสม อยู่ในทำเลการค้าที่ดี และอาศัยการส่งเสริมการตลาดเพื่อผลักดันให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจ

ทฤษฎี 4P เริ่มถูกทดแทนด้วยทฤษฎี 4C (Customer, Cost, Convenience และ Communications) นั่นคือต้องผลิตสินค้าที่ลูกค้าแต่ละกลุ่มต้องการ (Mass Customization), โดยลดต้นทุนให้ต่ำสุด และลูกค้าสามารถซื้อหรือหาได้สะดวก (ไม่จำเป็นที่จะต้องเดินทางไปซื้อยังสถานที่ของผู้ขาย แต่สามารถซื้อหาที่ไหนก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้) และสุดท้ายนั้น การส่งเสริมการตลาดกลับเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญเท่ากับการสร้างระบบการติดต่อ สื่อสารที่ดีระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อ

โดยอาศัยหลักการ 4C นี้จะเห็นได้ว่าไอทีสามารถนำมาประยุกต์ใช้และตอบสนองต่อการตลาดในทิศทางใหม่นี้ โดยเริ่มจากการจำแนกกลุ่มของลูกค้าและความต้องการ (ที่แตกต่างระหว่างกลุ่ม) การสร้างกระบวนการผลิตที่ผลิตจำนวนไม่มากแต่หลากหลายชนิดในต้นทุนที่ต่ำ การใช้อินเทอร์เน็ตและอีคอมเมิร์ซเพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อ รวมไปถึงการสร้างระบบการโต้ตอบสื่อสารอีกด้วย

การลงทุนในด้านไอทีจะคุ้มค่ามากน้อยเพียงใดอยู่ที่การวางบทบาทของไอทีใน องค์กรให้เหมาะสมและสอดคล้องกับภาวะการเปลี่ยนแปลงในโลกแห่งธุรกิจ และมีการกำหนดกลยุทธ์การจัดการที่เน้นประโยชน์จากการประยุกต์ใช้ไอทีจาก ฝ่ายบริหารเพื่อสร้างความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันที่นับวันจากลดน้อยลงไป ทุกที และความแตกต่างที่ได้เปรียบนั้นก็มักจะไม่คงอยู่กับองค์กรธุรกิจนานอีกด้วย

บทความโดย พงษ์ชัย ศิรินฤมิตร
phongchai_s@hotmail.com

บลอกที่ WordPress.com .