ชมรมศึกษาผลงานวิทยากร เชียงกูล

เมษายน 5, 2007

ส่งต่อความตั้งใจของเพื่อนแท้ ในวันจากลาชั่วนิรันดร์….

Filed under: memo — witclub @ 11:21 am

จากบันทึก สายด่วนแจ้งข่าววันฌาปนกิจเพื่อนเก่า
งานวันฌาปนกิจศพของเพื่อนที่เก็บไว้กว่า 3 ปี เลื่อนเป็นวันที่ 6 เม.ย.2550 นี้ เพราะทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสะดวกในวันนี้มากกว่าวันที่ 10 เม.ย.50

เพื่อนจากภาคใต้ ซึ่งในปัจจุบัน มาทำงานที่ กทม. พึ่งทราบข่าวทางโทรศัพท์
คุณอภิสิทธิ์ เดชสุวรรณ หรือ บอย ซึ่งเป็นเพื่อนแท้ของคุณพิมพ์จันทร์มานับตั้งแต่สมัยเรียนระดับปริญญาตรี ไปเข้าค่ายฝึกงานที่ภูเก็ต คบหากันมานาน ปรึกษาหารือกันทุกเรื่อง

แม้จะเรียนอยู่คนละภูมิภาค อยู่ที่ค่ายเพียงไม่กี่วัน แต่ระยะเวลาเพียงแค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับการค้นพบ “มิตรแท้”

เมื่ออุบัติเหตุเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ทำให้เกิดความรู้สึกสะดุดทางความรู้สึก เพื่อนแท้ที่เคยคุยกันได้ทุกเรื่อง หายไป
คุณบอยตั้งใจไว้ว่า เขาจะต้องมาร่วมงานฌาปนกิจศพคุณพิมพ์จันทร์ที่อุบลราชธานีให้ได้

เสียดายที่คนจุดตะเกียงไปร่วมงานนี้ไม่ได้ ทั้งๆที่อยากไปใจจะขาด
เพราะมีโอกาสได้ทำความรู้จัก ติดต่อกับคุณบอยทาง internet และมือถือ
ได้สัมผัสความคิด ความรู้สึก และตัวตนของเขาหลายอย่าง จนอยากพบเจอตัวจริงสักครั้ง
อยากพบคนที่เป็นเพื่อนแท้ของคุณพิมพ์
ตัวเองซึ่งรู้จักพิมพ์มาก่อน เรียนด้วยกันที่เดียวกัน ใกล้ๆกันแท้ๆ กลับไม่ค่อยใส่ใจ เป็นเพื่อนที่ดีของพิมพ์ได้

เพราะแต่เดิม…..มองคนที่เปลือกนอกเท่านั้น!!!
เมื่อวันเวลาผ่านไปหลายปี ตัวเองจึงรู้สึกถึงเนื้อในที่แท้จริงของพิมพ์
ในขณะที่คุณบอย รู้จักสิ่งเหล่านี้ ภายในเวลาไม่กี่วันเท่านั้น

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุที่ไม่คาดฝัน หลายคนช็อค
คุณบอยเขียนบันทึกถอดหัวใจ ส่งเมล์ไปให้หลายคนอ่าน
หลายคนร่วมร่ำไห้…

จนมีโอกาสได้มารู้จักกันผ่านทางตัวอักษรที่เขียนผ่านบันทึก
ณ เวลานั้น คนจุดตะเกียงได้ช่วยเยียวยา ให้กำลังใจ หัวใจของผู้ชายคนนี้ ที่กำลังช้ำใจ อ่อนล้า โรยแรง
กว่าจะกลับมาเข้มแข็งได้ ใช้เวลานานพอสมควรทีเดียว

แต่อย่างน้อยก็ถือว่า ได้ช่วยทำหน้าที่ส่วนหนึ่งแทนเพื่อน
หน้าที่ที่พิมพ์เคยทำ … ให้กำลังใจ คำแนะนำแก่เพื่อนยามที่มีปัญหาชีวิต คับข้องใจมาตลอด
แม้อาจจะทำได้ไม่ดีเทียบเท่ากับพิมพ์ก็ตาม

ณ วันนี้ ในวันที่หัวใจของบอยเข้มแข็งดังเดิม.. หรือยิ่งกว่าเดิม
เพื่อนแท้คนนี้จากภาคใต้ จะได้กลับมาพบกับเพื่อนแท้จากภาคอีสานอีกครั้ง
พิมพ์เคยไปเยี่ยมบอยถึงบ้านเกิดมาแล้ว
คราวนี้ คุณบอยจะได้ไปเยี่ยมพิมพ์ที่บ้านเกิดบ้าง
แม้จะเป็นการไปพบกับร่างไร้วิญญาณบนเชิงตะกอนก็ตาม
พร้อมดอกไม้จันทน์ที่บรรจงวางลงไป

อาจไม่มีใครเข้าใจความผูกพันของเพื่อนแท้คู่นี้
..แต่
สำหรับเพื่อนอีกคนที่นั่งเขียนบันทึกชิ้นนี้ ที่ไม่สามารถไปร่วมงานที่อยากไปนี้ไม่ได้
เพราะสุขภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย ทั้งๆที่อยากไปใจจะขาด….
ได้แต่บอกว่า….

…..สู่สุคติเถิดเพื่อน…..

เมษายน 3, 2007

SMS รู้ใจคน ข้อความต้อนรับเฉพาะสถานที่

Filed under: memo — witclub @ 3:53 am

ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ สำหรับท่านที่ใช้โทรศัพท์มือถือนั้น เมื่อเดินเข้าสู่บริเวณงาน จะมี SMS ส่งเข้ามือถือต้อนรับท่านทันที

คนจุดตะเกียงใช้ DTAC เจอข้อความว่า

”ขอต้อนรับท่านสู่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ & งานสัปดาห์หนังสือ นานาชาติ”

พอเดินออกไปนอกอาคารบริเวณจัดงานแล้วกลับเข้ามาใหม่ ก็เจอ SMS มาต้อนรับอีก

ที่บูธ กรีนรี๊ด (GREEN read) X18 ก็ส่งขอ้ความมาประชาสัมพันธ์เช่นกันว่า
“แพนเค้ก” กับหนังสือเล่มโปรดที่บูธ กรีนรี๊ด x18 โชว์ Sms รับของฟรี


สำหรับแพนเค้ก หรือ เขมนิจ จามิกร ดาราและนางแบบหุ่นดี นั้นชื่นชอบอยู่แล้ว เลยนั่งรอดูตัวจริงเสียงจริงท่ามกลางฝูงชนเยอะแยะ กับเค้าด้วย

มีนาคม 28, 2007

3 งานใหญ่ใน กทม.ที่จัดชนกันช่วงต้นเดือน เม.ย. 50

Filed under: memo — witclub @ 3:20 am

ช่วงปิดเทอมของนักเรียน นักศึกษา มีกิจกรรมหลายอย่าง และมีงานเทศกาลต้อนรับปิดเทอมหลายงาน
ช่วง 29 มี.ค.-8 เม.ย. 2550 มีงานใหญ่จัดชนกัน 3 งาน

1. งานมอเตอร์โชว์ที่ ไบเทค บางนา สำหรับคนที่ชอบดูรถรุ่นใหม่ๆ และพริตตี้สวยๆ มีให้ชมอย่างเต็มอิ่ม

2. งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่ศูนย์ประชุมฯ สิริกิตติ์ สำหรับคนรักหนังสือ จะได้ไปเดินเลือกหาหนังสือมาเติมเต็มสมอง

3. งานกาชาดประจำปี 2550 งานใหญ่ประจำปีที่จัดมาเป็นปีที่ 84 แล้ว มีการออกร้าน และนิทรรศการมากมาย

ในช่วงปิดเทอมเวลานี้ การเดินทางใน กทม. รถราเยอะแยะ ผู้คนมากมาย และอากาศที่ร้อนจัดสุดๆ

ช่วง 4-5-6 เม.ย. เข้าสู่ช่วงเทศกาลเชงเม้ง ต่อด้วยวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ผู้คนเดินทางคับคั่ง เส้นทางสายบางนา – ตราด เส้นทางสายภาคตะวันออก รถติดมากๆ เดินทางไปตามเส้นทางสายนั้น ต้องทำใจ

มีนาคม 27, 2007

เมื่อภรรยาชวนสามีมาเขียนบันทึกในบล็อก ได้สำเร็จ

Filed under: memo — witclub @ 5:31 am

อาการของคนติดบล็อก เขียน blog ใน internet ลุกลาม แพร่ขยายมากขึ้นเรื่อยๆ
ครอบครัวของคุณครูท่านหนึ่งใน กทม. ที่ขยันเขียนบันทึก จนสามีต้องเข้ามาอ่านด้วย
และในที่สุด ก็เข้ามาเขียนบล็อกเหมือนกัน

ครูอ้อย สิริพร กุ่ยกระโทก วัย 48 เจ้าของบันทึกกว่า 1000 บันทึก จาก 12 blog ของเธอ คือ

วันนี้ ได้ชักชวน หว่านล้อม สามี มาเขียนบล็อกได้สำเร็จ
หลังจากที่นำเรื่องราวความรักระหว่างเธอกับสามี มาบันทึกไว้เรื่อยๆ จนหลายคนอิจฉา
และจนคุณสามี ต้องตามมาอ่าน และยอมรับในที่สุด
อย่างที่เธอเขียนไว้ใน บันทึก เมื่อมี blogger หน้าใหม่เกิดขึ้นที่บ้าน

..

บล็อกเกอร์หน้าใหม่ ใช่แล้วครับ บุรุษเสื้อสีเหลืองนั่นเอง
เจ้าของ blog ที่ชื่อ

http://gotoknow.org/blog/thairailway/

เป็นคู่รักที่น่าอิจฉาของหลายๆคนครับ
ในเวลานี้ จูงมือกันมาเขียน blog ซะแล้ว
จะมีคู่รักคู่ไหน ที่ช่วยเหลือ ดูแลห่วงใย และเขียน blog ด้วยกันเช่นนี้อีกบ้าง

ขยับปรับเปลี่ยนการสื่อสารจากหัวใจถึงหัวใจด้วยความรัก

Filed under: memo — witclub @ 3:50 am

แต่ละวัน ต้องเจอกับปัญหา ความกดดันต่างๆมากบ้าง น้อยบ้าง
จนถึงตอนเย็นย่ำค่ำลง บางปัญหา ยังคาใจ ติดค้างในใจกลับมาถึงที่พัก
ในตอนเย็นย่ำ ปกติ เป็นเวลาที่สบายใจ ติดต่อสื่อสารกับคนที่เรารัก และห่วงใยทางโทรศัพท์
เดิม จะโทรหาในช่วงดึกๆ 4-5 ทุ่ม เพื่อให้ถึงช่วงเวลาที่คิดถึงอย่างแรง
จะได้โทรหาด้วยความคิดถึง ก่อนนอนหลับฝันดี

แต่อากาศที่ร้อนรุนแรงมากยิ่งขึ้น เหนื่อยมากขึ้น เพลียมากขึ้น
การโทรคุยกับคนรักในช่วง 4-5 ทุ่ม กลายเป็นสิ่งที่ยากลำบากไปทันที เพราะเหนื่อย และเพลียจัด
เวลาคุยแต่ละครั้ง ต้องยาวนานจนชดเชยความคิดถึงในแต่ละวันได้
แต่เมื่อเหนื่อยมากๆ ย่อมคุยนานไม่ไหว

ดูเหมือนว่า อีกฝ่ายหนึ่ง ความรู้สึกจะเปลี่ยนแปลงไป
คิดอะไรใจในหรือเปล่า ถึงคุยได้น้อยลง

หลายอย่างมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ได้
คุย 4-5 ทุ่ม ดึกไป เหนื่อยไป
เปลี่ยนเวลา มาเป็น 3 ทุ่มครึ่งถึง 4 ทุ่มบ้าง
ปรับเหลือแค่ ครึ่งชั่วโมง คุยสั้นลง ในขณะที่ยังเหนื่อยเช่นเดิม
แต่ก็ยังดีกว่า ไม่ได้สื่อสารถึงอีกหัวใจหนึ่งเลย
เวลาที่ลดลง แต่เมื่อเจอกัน ต้องชดเชยด้วยการอยู่ใกล้ๆกันให้นานที่สุด
เพื่อชดเชยเวลาที่หายไปของหัวใจในแต่ละวัน

อะไรที่มากไป น้อยไป ก็ไม่ดีเท่าไหร่ ความพอดี น่าจะดีที่สุด
30 นาที คงจะเป็นความพอดีในช่วงเวลาร้อนๆแบบนี้….
ดีกว่า 4-5 ทุ่ม เช่นเดิม แต่ตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความอ่อนเพลีย นอนไม่เต็มตื่น แล้วสะสมความอ่อนเพลียไปทุกวัน
จนถึงวันหนึ่ง หายไปเลย

ถ้าใช้เวลา 30 นาที ในช่วงกลางคืนแต่สื่อสารจากหัวใจถึงหัวใจไปได้ตลอดทุกๆวัน
ยังดีกว่า ในแบบเดิม แต่สื่อสารทุกวันไม่ได้ หรือขาดหายไปเลย
เหมือนความคิดถึง ต้องมีระยะห่างกันบ้าง ใกล้กันบ้าง
เพื่อให้ความรักนี้ มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น จากการรอคอย….

น้ำตาเกษตรกรไทย ในวันนี้

Filed under: memo — witclub @ 3:33 am

ได้รับเมล์จากเพื่อนที่มีอาชีพเป็นเกษตรกร บ่นให้ฟังแล้วเศร้า
ทางราชการไม่ค่อยสนใจเกษตรกรมากนัก อย่างกรณีปลาตายในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อสัปดาห์ก่อน
ทางราชการยังไม่กล้าเข้าไปเจรจากับภาคอุตสาหกรรม ให้เข้ามาชดเชย ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาปลาตายเสียที

ไม่ว่า สาเหตุจะเกิดจากโรงงาน หรือที่ไหนก็ตาม ยังไม่มีการขยับ
แต่เกษตรกรได้แต่น้ำตาตกใน

ภัยแล้งกำลังจะมาเยือน หลายคนต้องทำใจ เพราะไม่มีแผนการรองรับปัญหาภัยแล้งสักที เกิดเป็นเกษตรกรต้องทนทุกข์ทรมานกันต่อไป

พื้นที่ไหนที่อยู่ในเขตชลประทาน ก็กินบุญเก่ากันไป มีน้ำใช้ในพื้นที่อยู่ตลอด

ทำอะไรไม่ได้ ก็ได้แต่มองดูน้ำตาและโชควาสนาของเกษตรกรไทยต่อไป

มีนาคม 26, 2007

ความคุ้นเคย ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โทรคุยกันได้ไม่เหมือนเดิม

Filed under: memo — witclub @ 2:10 am

แต่ก่อนคนจุดตะเกียงชอบโทรไปคุยกับพี่ที่สนิทกันมาก จะมีเวลาประจำคือ ช่วง 4 ทุ่ม จะชอบโทรไปคุยกับรุ่นพี่ที่สนิทสนมคุ้นเคยกันทุกๆวัน คุยๆไปแล้ว สนุก มัน เฮฮา

แต่ซักพัก ดูเหมือนพี่คนนั้น ไม่ค่อยอยากจะคุยด้วยนัก รับโทรศัพท์อย่างรับเสียมิได้
เคยสอบถามว่า ไม่พอใจอะไรหรือเปล่า รำคาญหรือ พี่เขาบอกว่า ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ไม่ค่อยสะดวก
ฟังดูเหมือนคำแก้ตัว ที่พยายามปิดบังอำพรางความรู้สึกบางอย่างหรือเปล่า

จนมาเจอกับตัวเอง
ช่วงเวลาดึกๆ คนคุ้นเคยจะโทรมาคุยกับคนจุดตะเกียง ซึ่งมักจะโทรคุยจนอิ่ม
แต่เมื่อวาน เหนื่อย เพลียจัดมากๆ ไม่อยากคุย อยากนอนมากกว่า
คนคุ้นเคยก็โทรมาทักทาย พูดคุยด้วยตามปกติ

ความรู้สึกอยากหลับซักงีบ ไม่รู้จะคุยอะไร ถ้าให้ฟังเฉยๆ ฟังได้
บอกเหตุผลไป เสียงจากปลายสายคงรู้สึกอะไรบางอย่างกระมัง

พอมานึกดู อือม… เข้าใจความรู้สึกของรุ่นพี่ที่เคยคุยในวันวาน
แต่ละวันของพี่คนนั้น ต้องทำอย่างสิ่งหลายอย่าง ขบคิด แก้ไขปัญหาหลายเรื่อง
บางวันสบายๆ บางวันเครียดๆ
แต่ตัวเรา ทุกวันไม่ได้เครียดเหมือนพี่เค้า แต่ละวันในเวลาเดิม จึงสบายใจได้ตลอด
แต่พี่เค้าไม่ได้สบายใจตลอดเวลา ทุกวันเหมือนเรา

ความจริงแล้ว คนเราย่อมจะมีบางช่วงที่เครียดบ้าง สบายใจบ้าง สลับกันไป
ถ้าโทรมาในช่วงเครียด ก็ดูเหมือนกับว่า เปลี่ยนไป แต่ถ้าโทรมาในช่วงสบายใจ ก็เหมือนเดิม…

มีนาคม 25, 2007

สายด่วนแจ้งข่าววันฌาปนกิจเพื่อนเก่า

Filed under: memo — witclub @ 3:12 pm

จู่ๆระหว่างนั่งรถโดยสารไปที่ มหาสาคามในตอนสายๆ เสียงมือถือดังขึ้น เพื่อนสมัยเรียนปริญญาตรีที่ อ.นางรอง บุรีรัมย์ โทรมาบอกกำหนดการเผาศพเพื่อนสาวที่อุบลราชธานี 10 เม.ย. 50 นี้

เพื่อนสาวคนนี้ เคยเป็นอาจารย์ที่ คณะวิทยาศาสตร์ มมส. แต่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ระหว่างเดินทางไปเก็บข้อมูลวิจัยที่ภาคใต้ หาดใหญ่

เธอพึ่งแต่งงาน มีความสุขในชีวิตครอบครัวได้เพียงไม่กี่ปี แล้วต้องมาด่วนจากไป แบบคาดไม่ถึง

คงต้องรอฟังข่าวจากเพื่อนๆคนอื่นว่า กำหนดการจะเป็นอย่างไรต่อไป

นึกถึงเพื่อนที่เสียไปแล้ว ต้องหยิบบันทึกเปิดใจ จากเพื่อนคนหนึ่งที่หาดใหญ่ สงขลา “บอย อภิสิทธิ์” ที่เขียนถึงเพื่อนรักของเขาคนนี้ ในแบบของคนที่หัวใจแหลกสลาย กับการรอคอยพบเพื่อนในช่วงเวลานั้น แต่กลับเป็นการไปรอรับศพของเพื่อนแทน

เพื่อนคนที่เขารักหมดใจ…..

——– จดหมายดั้งเดิม ——–
หัวข้อ: แด่พิมพ์จันทร์ My Best Friend
จาก: “Apisit D”
Date: ศ., มีนาคม 19, 2004 12:44 am
ถึง: ant3714@hotmail.com, antz_suttiwan@yahoo.com,
sujira_m@hotmail.com,
sonkongluang@hotmail.com

หวัดดีครับ
บอยได้เขียนอะไรต่างๆที่ได้รู้จักพิมพ์
พิมพ์เป็นเพื่อนที่ดีมากๆ
หากมีเวลาลองอ่านดูนะ หาก mail ฉบับนี้รบกวนบอยต้องขอโทษด้วยนะครับ

บอย

ขอบคุณครับ

> >พิมพ์ เพื่อนรัก…
> >
> > พิมพ์จันทร์ หรือ พิมพ์ ชื่อนี้ได้ยินครั้งแรกเมื่อมีนาคม 39 เวลา
> >นั้นเราฝึกงานที่สถาบันวิจัยชีววิทยาและประมงทะเล ภูเก็ต
นักศึกษาฝึกงาน
> >จาก มอ. มีเรา แจ๊บ และ โจ เราฝึกในฝ่ายนิเวศวิทยา พวกเราฝึกงานกัน
> >ได้สักระยะหนึ่งแล้ว หลังจากนั้นได้ทราบข่าวจากพี่ๆในออฟฟิตว่าจะมีเด็ก
> >ภาควิชาชีววิทยา มข. มาฝึกงานที่นี่ 3 คน ช่วงบ่ายของวันหนึ่งขณะที่เรา
>
>อยู่บริเวณบ่อเลี้ยงเต่าทะเลเราได้เห็นหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งเดินขึ้นมาที่สถาบัน
> >พวกเค้ามีชาย 1 และ หญิง 2 คน สงสัยคงจะเป็นเด็ก มข. ที่จะมาฝึกงาน
> >เราเลยเข้าไปทักทายและแนะนำตัว ในกลุ่มของพวกเค้ามี ต่อ อ้อม และ
> >พิมพ์ พิมพ์… ดูเป็นหญิงสาวที่ดูดี ห้าวนิดๆ ผมยาว
ดูมีความมั่นใจและ
> >น่ารัก พวกเราพักที่หอเดียวกันโดยแยกส่วนชายหญิง
> > หลังจากวันนั้นพวกเราก็ทำความรู้จักกันโดยทำกิจกรรมต่างๆ
> >ร่วมกัน หลังเลิกฝึกงานช่วงเย็นกลุ่มของเราที่มาจาก มอ.
ก็จะลงเล่นน้ำ
> >ทะเลบริเวณหัวสะพานท่าเรือในสถาบัน พวกเราจะดำ แบบ Skin Diving
> >ส่วนเพื่อนจาก มข. ช่วงแรกก็ไม่ลงน้ำกับเรา หลังจากนั้น ต่อ
> >ซึ่งอยู่ใน กลุ่มของพิมพ์ก็ลงมาเล่นด้วย
> >เราไม่แน่ใจว่าอ้อมกับพิมพ์ว่ายน้ำเป็นไหม
> >พอสอบถามพิมพ์บอกว่าว่ายไม่เป็นเลยไม่ได้ลงเล่น หลังจากวันนั้นเราก็
> >ลองชวนเล่นน้ำและบอกว่าจะดูแลให้นะ พิมพ์ก็ไว้ใจเรา เราให้เค้าใส่ Mask
> >และ Snorkel และบอกให้เค้าทำตัวตามสบายและจับมือเราไว้ เราลากและ
> >จูงเค้าไปมาบนผิวน้ำ เพื่อให้เค้าได้เห็นสัตว์น้ำต่างๆที่อยู่ด้านล่าง
>ช่วงเวลา
> >ที่เราให้พิมพ์ได้เห็นสิ่งต่างๆเหล่านั้น
>เรารับได้ว่าเค้าเชื่อใจเรามากทั้งที่เค้า
> >ว่ายน้ำไม่เป็น
>นอกจากการลงน้ำยังมีกิจกรรมอีกอย่างที่ทำให้เรารู้ว่าพิมพ์
> >เป็นผู้หญิงที่ทำอาหารเก่งมาก หลังจากขึ้นจากทะเลเราและเพื่อนๆก็จะได้
> >ทานมื้อเย็นที่แสนอร่อย เราก็จะคอยช่วยเป็นลูกมือให้เค้า
พิมพ์ทำอาหารได้
> >หลายอย่าง มีมื้อหนึ่งพิมพ์ทำต้มจืดหมูสับ
>และเมนูนั้นเองที่ทำให้เรารู้ว่าพี่
> >ชายเราคนหนึ่ง… พี่ป้อม พี่เค้าไม่ทานหมู
>และยังมีกิจกรรมหนึ่งที่พวกเราได้
> >ทำคือการเที่ยวรอบภูเก็ต โดยมีพี่ป้อม และ พี่โจ้
>ซึ่งเวลานั้นพี่ทั้งสองเป็น
> >นักวิชาการที่นั่นพาเที่ยวและแนะนำสถานที่ต่างๆ
จำได้ว่าพวกเราไปที่
> >แหลมพรมเทพดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าด้วยกัน
ภาพถ่ายวันนั้นยังอยู่ในอัลบั้ม
> >ของเรา นอกจากนั้นพวกเราก็ออกไปทานอาหารในเมือง บางวันก็ไปดูหนังกัน
> >จำได้ว่าเคยดูหนังเรื่อง 12 Monkeys
>มีวันหนึ่งก่อนที่พิมพ์และเพื่อนๆของเค้า
> >จะลงเรือฝึกงาน พวกเราเลยตกลงกันว่าไปนั่งรถประจำทางเที่ยวหาดป่าตอง
> >กันเราไปกัน 4 คน วันนั้นสนุกมากๆและได้เก็บภาพที่พวกเราไปเที่ยวหาด
> >ป่าตองกัน
>หลังจากวันนั้นพิมพ์และเพื่อนๆเค้าก็ลงเรือส่วนเรายังอยู่ที่สถาบัน
> >อีกพักหนึ่งแล้วก็กลับบ้าน
> > เราอยู่ที่ภูเก็ตประมาณเดือนครึ่ง เราได้อะไรหลายๆอย่างจากที่
> >นั่น และที่สำคัญเราได้มิตรภาพจากพิมพ์
มิตรภาพนั้นยังคงอยู่ในใจตลอดเวลา
> >ถึงวันนี้และจะคงอยู่ตลอดไป พิมพ์เป็นเพื่อนที่ดีมากๆ
>เราได้รับแต่สิ่งดีๆจาก
> >เพื่อนคนนี้เสมอ หลายครั้งหลายคราวที่มีปัญหาเรามักจะคุยกับพิมพ์
พิมพ์ทำ
> >ให้เรารู้สึกสบายใจได้เสมอ และมักมีมุมมองที่ดีให้กับเรา
>พิมพ์เป็นเพื่อนที่เรา
>
>มีเวลาได้เจอและรู้จักน้อยมากเพียงแค่เดือนครึ่งแต่เรากลับรู้สึกว่าพิมพ์เป็น
> >เพื่อนที่เรารักมาก เป็นเพื่อนที่ดีมากๆ
>หลังจากการฝึกงานครั้งนั้นเราไม่ได้
> >เจอเค้าอีกเลย แต่ยังติดต่อกัน ช่วงแรกๆก็เป็นการเขียนจม.
เมื่อต้นเดือน
> >มกราคม 47 นี้ เราจัดของแล้วก็เห็นซองสำหรับเก็บจม. เรายังเปิดจม.เหล่า
> >นั้นที่ได้จากพิมพ์ออกมาอ่านอยู่เลย หลังจากการติดต่อทางจม.พวกเราก็ติด
> >ต่อทางโทรศัพท์ตลอดมา
> > วันหนึ่งเมื่อเมษายน 45 เราได้รับสายจากเพื่อนคนนี้ เค้า
> >กำลังจะมีครอบครัว เค้าจะแต่งวันที่ 21 เมษายน
เรารู้สึกยินดีกับเค้าที่
> >จะมีครอบครัวที่ดี มีใครมาดูแลเค้า เฮียเล้งเป็นคู่ชีวิตของพิมพ์
> >และเราก็ นับถือเฮียเล้งเหมือนพี่ชายคนหนึ่ง
> >เราเสียใจวันที่พิมพ์แต่งงานเราไม่
> >สามารถไปงานเค้าหลังจากนั้นผ่านไปเราก็ยังติดต่อเพื่อนคนนี้เสมอๆ
> >ถามข่าวคราวว่าเพื่อนเป็นไงบ้าง และก็มักจะถามเค้าว่าเมื่อไหร่จะมี
> >หลานให้เราอุ้ม เค้าก็จะบอกว่ายังก่อน จนเมื่อกันยายน 45 ช่วงนั้น
> >เรามีปัญหาก็เลยติดต่อพิมพ์บ่อยมาก จนพฤศจิกายน 45 เราก็ยังคุยกับ
> >พิมพ์เหมือนเดิมวันนั้นพิมพ์ไม่ว่างเลยเอามือถือให้น้องสาวคนหนึ่งใน
> >ออฟฟิตคุยกับเราแทน ทำให้เราได้รู้จักหนูน้อยคนหนึ่ง
> > จากวันนั้นมาเรามีความสุข เราได้รับสิ่งที่มีค่าจากเพื่อน
> >ที่เรารัก เป็นเวลาปีกว่าที่เรามีความสุข เมื่อธันวาคม 46 พิมพ์
หนูน้อย
> >และเพื่อนๆของเค้าในออฟฟิตบอกว่าจะลงมาร่วมประชุมงานวันสิ่งแวด
> >ล้อมแห่งชาติ ซึ่งจัดโดยคณะการจัดการสิ่งแวดล้อมของ มอ. งานจัด
> >วันที่ 28 มกราคม 47เราจึงได้จัดการจองห้องพักให้กับเค้า จนเมื่อ 27
> >มกราคม 47 ที่ผ่านมา หนูน้อยโทรบอกเราว่า
> > “บ่าย 2 แล้วค่ะกำลังออกจากมหาลัย เจอกันพรุ่งนี้นะค่ะ”
> > เวลา 2 ทุ่มเราก็โทรหาหนูน้อย… เราไม่คิดว่าการโทร
>
>ครั้งนั้นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้ยินเสียงของพิมพ์ผ่านมือถือของหนูน้อย
> >ขณะนั้นเรานั่งทานข้าวกับพี่ป้อมเมื่อเราคุยกับหนูน้อยเสร็จพี่ป้อมก็ขอ
> >เบอร์โทรพิมพ์จากเราแล้วก็โทรหาพิมพ์ หลังจากนั้นประมาณ 00.30 น.
> >ของวันที่ 28 หนูน้อยบอกว่าผ่าน อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร แล้วค่ะ เวลา
> >4.45 น. หนูน้อยโทรบอกว่าผ่านพัทลุงแล้ว เราก็ไปล้างหน้ากะว่าล้าง
> >เสร็จแล้วจะโทรบอกให้เจอจุดไหน แล้วจะได้นำทางไปที่พัก
> >เวลา 5.15 น. มีสายเข้าพอรับสาย เสียงหนูน้อยบอกว่า
> > “พี่ค่ะ หนูถูกรถชนค่ะ หนูเจ็บ หนูเจ็บมากเลย…”
> > สอบถามทราบว่าเกิดเหตุที่รัตภูมิ เรารบกวนให้พี่นก ซึ่ง
> >เป็นพี่ชายที่เรารักและเคารพมากๆ ช่วยพาไปจุดเกิดเหตุ พี่นกขับรถช้า
> >แต่เราไม่กล้าบอกให้เร่ง ตลอดเวลานั้นเราโทรไป 191 และทางหลวง
> >ให้เช็คจุดเกิดเหตุ และขอรถพยาบาล ระหว่างทางเราโทรหาหนูน้อย
> > “หนูเป็นไงบ้างค่ะ”
> > “เจ็บหลังมากๆค่ะ ขยับไม่ได้ หนูตกจากเก้าอี้”
> > เราออกมาจากตัวเมืองได้ประมาณ 10 กม. ก็โทรไปหา
> >หนูน้อยอีก คราวนี้เมื่อสัญญาณติด หนูน้อยเค้าไม่ได้คุยกับเรา แต่ว่า
> >เสียงของเค้าดังผ่านมือถือมา สิ่งที่เราได้ยิน
> > “พี่หนูเจ็บหลัง โอ๊ย โอ๊ย”
> > หนูน้อยเค้าคงเจ็บมากและคงบอกเจ้าหน้าที่ที่กำลังช่วย
> >เหลือเค้าอยู่ นอกจากเสียงหนูน้อยแล้ว ก็ได้เสียงคนอื่นๆในรถร้องบอก
> >ให้ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วยค่ะ และก็มีเสียงเหมือนเครื่องงัดเหล็กดังตลอด
> >เวลา เรานั่งมือสั่นอยู่ในรถ และเอามือถือแนบหูพี่นก
> > “พี่นก พี่ได้ยินเสียงพวกเค้าร้องอยู่ในรถไหม”
> > “อืม”
> > หลังจากพี่นกตอบเรา สีหน้าพี่เค้านิ่ง แต่มือเราสั่นตลอด
> >เวลา ต้องเอามือทั้งสองมารวบกำไว้ด้วยกัน สิ่งเดียวที่เราทำได้ ณ
> >เวลานั้นคือ การไหว้พระ
> > “ขอร้องละครับ ขอให้พวกเค้าปลอดภัยนะครับ อย่าให้มี
> > อันตรายที่ร้ายแรง อย่าให้ขาของหนูน้อยเป็นอะไรเลย”
> > ที่ขออย่างนั้นเพราะเราได้ยินเสียงการงัดเหล็กดังตลอด
> >เวลาที่เราโทรไปหาหนูน้อย เราไปถึงจุดเกิดเหตุประมาณ 6 โมงกว่าๆ
> >จุดเกิดเหตุห่างจากตัวเมืองหาดใหญ่เพียง 24 กม. ณ จุดนั้นเราเห็นรถ
> >ตู้คนหนึ่งจอดห่างจากสี่แยกคูหา อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ประมาณ 400 ม.
> >รถตู้นั้นจอดหน้าปั้มน้ำมันเชลล์ สภาพรถตู้คันนั้นส่วนของห้องคนขับยับ
> >ความกว้างของห้องคนขับไม่น่าเกินฟุตครึ่ง เวลานั้นไม่มีใครอยู่ในรถ มี
> >ตำรวจและเจ้าหน้าที่อยู่ในบริเวณจุดเกิดเหตุหลายคน และได้แจ้งให้เรา
> >ทราบว่ารถตู้ชนท้ายรถสิบล้อที่กำลังออกจากปั้มน้ำมันแล้วสิบล้อได้หนี
ไป
> > สำหรับผู้ประสบอุบัติเหตุถูกเคลื่อนย้ายไปยัง รพ.รัตภูมิ ซึ่งห่าง
> >จากจุดเกิดเหตุประมาณ 3 กม. เมื่อไปถึง รพ. เราหาหนูน้อยและพิมพ์
> >ส่วนคนอื่นๆเราไม่รู้จักหน้าตา เราทราบว่าในคณะเดินทางประกอบด้วย
> >พนักงานขับรถ 1 คน อาจารย์สาวจากภาควิชาชีววิทยา ม.มหาสารคาม
> >5 คน ในห้องอุบัติเหตุเราพบผู้ป่วยนอนบนเตียง 3 คน เราเห็นหญิงสาว
> >คนหนึ่ง กระดูกข้อเท้าซ้ายหลุด คงจะเจ็บมาก ได้สอบถาม
> > “ไม่ทราบว่าชื่ออะไรครับ”
> > “อ้อม ค่ะ”
> > เมื่อมองไปเตียงด้านข้างเราพบผู้ประสบเหตุรายหนึ่งอยู่ใน
> >สภาพอาการตกใจ แววตาดูตกใจ เธอเป็นคนผิวขาว ผมยาวหยิกเล็กน้อย
> >พยาบาลพยายามถามชื่อเธอ แต่เธอก็ไม่ได้ตอบอะไร มีเพียงเสียง อืม…
> >ออกมาจากปากเธอ เราเห็นแล้วรู้สึกตื้อ พูดอะไรไม่ออกเลย ส่วนผู้ป่วยราย
> >ที่สามมีผ้าปิดหน้าเปิดเฉพาะส่วนที่กำลังได้รับการเย็บแผล
เราคิดว่าน่าจะ
> >เป็นพิมพ์นะ เราเองก็ไม่ได้เจอพิมพ์ 8 ปีแล้ว เลยไม่แน่ใจนัก
จะสอบถามก็
> >ลำบากและจะไปเกะกะเจ้าหน้าที่เค้า เวลานั้นเรายังไม่พบหนูน้อย ยิ่งเป็น
> >ห่วงมากๆ จากนั้นเราได้ยินพยาบาลคุยกันว่า Dead 2 เรารีบถามพวกเค้า ว่า
> >ใคร Dead ครับ เค้าว่าคนขับกับผู้หญิง เราถามว่า
> > “ไม่ทราบว่าผู้หญิงมีลักษณะอย่างไร ตัวเล็กๆ ผิวขาว ผมสั้น
> > ใส่แว่นไหมครับ”
> > “ไม่ค่ะ เป็นผู้ใหญ่ค่ะ”
> > “แล้วไม่ทราบว่าผู้ประสบอุบัติเหตุรายอื่นละครับ”
> > “ยังมีอีกราย เป็นเด็กผู้หญิงอยู่ในห้อง X-Ray”
> > “รบกวนช่วยออกไปรอด้านนอกก่อนนะค่ะ”
> > เราเดินออกจากห้องอุบัติเหตุด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเลย
> >แล้วก็เดินไปห้อง X-Ray ประตูห้องยังปิดอยู่
>แล้วก็มีเจ้าหน้าที่กู้ภัยแจ้งกับ
> >เราว่าสองศพอยู่ห้องข้างๆห้อง X-Ray เรารีบไปดู เห็นศพของพนักงานขับรถ
> >พี่เป้เป็นชายร่างใหญ่นอนอยู่นอนเตียงไม่มีผ้าปิด
> >เจ้าหน้าที่แจ้งว่าคนขับมา เสียหลังจากเคลื่อนย้ายจากจุดเกิดเหตุ
> >ส่วนอีกศพวางอยู่ที่พื้นห้องมีผ้าขาว คลุมร่างอยู่
> >เจ้าหน้าที่เปิดผ้าคลุมหน้าศพถึงประมาณช่วงหน้าอก ภายใต้ผ้า
> >ขาวผืนนั้นเราเห็นร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่มีเค้าโครงเดิมอยู่
>แม้ว่าเค้าจะดู
> >เปลี่ยนไป ดูท้วมขึ้น แต่ใช่พิมพ์เพื่อนของเราแน่นอน
สภาพของเพื่อนอยู่ใน
> >เสื้อสีดำนอนกับพื้นใบหน้าหันไปทางซ้ายเห็นดวงตาและริมฝีปากเปิดเล็ก
น้อย
> >ณ เวลานั้นเราพูดอะไรไม่ออก เราเดินออกมาจากห้องนั้น ขณะนั้นพี่
> >นกพี่ชายที่พาเรามา ณ จุดนั้นยืนอยู่หน้าห้อง เราเดินเข้าไปกอดพี่นก
> >น้ำตา เราไหลออกมา ไม่รู้ว่าน้ำตามาจากไหน พี่นกถามว่า
> > “บอยเค้าเป็นใคร”
> > “พี่นกครับ พิมพ์ครับ เพื่อนที่บอยรักมากๆเลยครับ เค้าเสียแล้ว
> > ครับพี่ เจ้าหน้าที่บอกบอยว่าพิมพ์เสียที่จุดเกิดเหตุเลยครับ”
> > “พี่ครับบอยจะมารับเพื่อน น้องและทุกๆคนในคณะไปพักผ่อน
> > ก่อนประชุมแล้วตอนเย็นจะพาทุกคนไปทานข้าวครับ ไม่ใช่มา
> > รับเพื่อนสภาพนี้ครับ”
> > “พี่นก เพื่อนบอยเค้าเสียแล้ว”
> > เวลานั้นน้ำตาเราไหลตลอดเวลา ขณะที่กอดพี่นกมีคนไข้และ
> >ญาติคนไข้ที่อยู่ ณ ที่นั้นต่างหันมาองเรา
> >พี่นกบอกกับเราว่าระหว่างทางที่
> >พี่ขับรถช้าเพราะพี่ไม่อยากให้บอยเห็นสภาพในขณะที่ทุกคนอยู่ในรถที่เกิด
> >เหตุเพราะกลัวเราจะตกใจและรับสภาพไม่ได้ เราคิดได้เพียงอย่างเดียว
> >นิสัยของพิมพ์เป็นคนที่ให้เกรียติกับคนทุกคน
และเพราะด้วยเหตุนี้พิมพ์จึง
> >นั่งด้านหน้าข้างคนขับรถ เพื่อที่จะเป็นเพื่อนคุยให้กับคนขับ
>เรารู้สึกตื้อมากๆ
> > จากนั้นเราไปที่ห้อง X-Ray อีกครั้ง ประตูห้องกำลังเปิดออก
>
>เราเห็นหนูน้อยนอนอยู่บนเตียงใส่เสื้อยืดตัวเล็กสีส้ม-เหลืองกับผ้านุ่งสีขาว
> >ของรพ. พอเจ้าหน้าที่เข็นออกมาเรารีบเข้าไปหาเค้าและจับมือเล็กๆนั่นไว้
> > “พี่ หนูเจ็บค่ะ เจ็บหลังมากเลยค่ะ”
> > “หนูจะเดินได้ไหม จะไปเรียนต่อได้ไหม”
> > เราฟังแล้วพูดอะไรไม่ออก ได้แต่บอกว่า
> > “หนูต้องเดินได้ และได้ไปเรียนต่อนะค่ะ เชื่อพี่นะค่ะ”
> > ได้สอบถามหมอว่าอาการหนูน้อยเป็นไง ได้ความว่ากระดูกสัน
> >หลังแตก จากนั้นประมาณ 7 น. เราก็โทรติดต่อพี่แม็ก
พี่เค้าเป็นพยาบาลที่
> >มอ. และเป็นภรรยาของ อ.ศุภฤกษ์ ที่ภาควิชา
> >เรารบกวนให้พี่แม็กติดต่อย้ายผู้ ประสบเหตุทั้งหมดเข้า รพ.มอ.
> >แต่มีการติดขัดกับทางรพ.รัตภูมิ ทางรัตภูมิ
> >แจ้งว่าทางมอ.ไม่สามารถรับได้เนื่องจากอุปกรณ์สำหรับการรักษากระดูกไม่
> >เพียงพอ
> >ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้น่าจะมีเหตุผลอื่นที่ทำให้ทางรัตภูมิไม่ยอมให้
> >ย้ายเข้ามอ. เราให้พี่แม็กคุยกับหมอที่รัตภูมิโดยตรง
>หมอที่รัตภูมิก็บอกว่าไม่
> >ได้ต้องพาเข้ารพ.หาดใหญ่
>เมื่อเราคุยกับพี่นกซึ่งพี่เค้าอยู่ในหน่วยงานสาธารณ
> >สุขพี่เค้าบอกกับเราว่าเพราะรพ.รัตภูมิเป็นหน่วยงานของกระทรวง
แต่รพ.มอ.
> >เป็นของทบวงเลยมีปัญหาการเคลื่อนย้าย เราได้ฝากกระเป๋าใส่ของต่างๆของ
> >หนูน้อยและกางเกงยีนส์ที่มีรอยเลือดของหนูน้อยไว้กับพี่นก
>จากนั้นเราก็ย้าย
> >พี่อ้อมและหนูน้อยไปรพ.หาดใหญ่ หนูน้อยเจ็บหลังมากๆ เพียงรถพยาบาล
> >กระแทกนิดเดียวก็ร้องลั่น เราต้องเอามือกดบริเวณลำตัวหนูน้อยให้แนบกับ
> >อุปกรณ์เคลื่อนย้ายเพื่อลดแรงสั่นสะเทือน
> >ส่วนพี่อ้อมที่อยู่ข้างๆเองก็เจ็บ ข้อเท้า
> >สำหรับคนไข้อีกสองคนยังอยู่ที่รพ.รัตภูมิ เนื่องจากรถพยาบาล
> >สำหรับเคลื่อนย้ายไม่เพียงพอ
> > พี่นกขับรถถึงรพ.หาดใหญ่พร้อมกับรถพยาบาล แล้วเราก็จัดการ
> >เรื่องเอกสารการเข้ารับการรักษาของคนทั้งสอง
เมื่อหมอห้องอุบัติเหตุตรวจ
> >อาการแล้วก็จัดการส่งทั้งสองคนให้หมอประดิษฐ์เป็นเจ้าของไข้สำหรับผู้
> >ประสบเหตุอีก 2 คนเคลื่อนย้ายตามมาภายหลัง ระหว่างที่หนูน้อยและพี่อ้อม
> >อยู่ในห้องอุบัติเหตุของรพ.หาดใหญ่ เราได้โทรแจ้งให้ทางบ้านหนูน้อยทราบ
> >ข่าว ส่วนครอบครัวของพิมพ์เราไม่กล้าที่จะโทรไปบอกคนในครอบครัวเค้า เรา
> >จึงโทรหาน้องหมูที่อยู่ในออฟฟิตของพวกเค้าแจ้งให้ทราบว่า
รถที่เดินทางชน
> >ท้ายรถสิบล้อ ผู้ป่วยมีใครบ้าง และ
> > “หมูค่ะพี่พิมพ์เสียแล้วค่ะ” น้องหมูตกใจ เราได้ยินเสียงเค้าร้องไห้
> > “ฮือๆ พี่พิมพ์เสียแล้ว”
> > เราฟังแล้วก็พูดอะไรไม่ออก ช่วงเวลานั้น อ.เพ็ญใจ รองคณะบดี
> >การจัดการสิ่งแวดล้อมโทรหาเราถามว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไร
> >สักพักหนึ่งผู้ป่วย
รายที่อยู่ในอาการตกใจได้เคลื่อนย้ายมาถึงรพ.หาดใหญ่
> >ดูเธอยังอยู่ในอาการตก ใจ เราสอบถามจากหนูน้อยจึงทราบว่าเธอชื่อ อุ้ย
> >สำหรับผู้ประสบเหตุรายที่ได้
รับการเย็บแผลที่ใบหน้าได้ถูกย้ายเข้ารพ.มอ.
> >เธอชื่อ หนูแอ้น
>เราก็ไม่ทราบว่า
> >ทำไมไม่ย้ายเข้าที่เดียวกันให้หมด
>เจ้าหน้าที่บางคนแจ้งว่าหนูแอ้นบาดเจ็บน้อย
> >กว่าคนอื่นเลยย้ายเข้ามอ.ได้
ทางด้านรพ.หาดใหญ่เมื่อหมอตรวจอาการของอุ้ย
> >เรียบร้อยแล้ว ได้แจ้งว่ากระดูกหน้าแข้งขวาแตก สะโพกขวาแตก
ข้อศอกขวาแตก
> >พี่อ้อมและหนูน้อยถูกเคลื่อนย้ายเข้าหอผู้ป่วยข้อ และกระดูกหญิง
>เพื่อรอเข้ารับการ
> >รักษา เมื่อหมอประดิษฐ์รับเป็นเจ้าของไข้ทั้งพี่อ้อมและหนูน้อยแล้ว
>หมอประดิษฐ์
> >ได้แจ้งว่าสำหรับหนูน้อยกระดูกสันหลังแตกบริเวณชิ้น L5 (Lamba 5)
> >จะต้องผ่า ตัดยึดกระดูก
>เราเองยังไม่มั่นใจนักจึงพยายามสอบถามพี่ที่รู้จักที่ทำงานในนั้นว่า
> >หมอเป็นไงบ้าง พี่เค้าว่า ok เลย
> >แต่เราก็ยังพยายามติดต่ออาจารย์หมอไพโรจน์ ให้ดูอาการให้ก่อน
> >อาจารย์ไพโรจน์เองก็เป็นถึงรองผอ.รพ.การติดต่อจึงยากมา
>
>เราพยายามขอเบอร์มือถืออาจารย์จนสามารถติดต่ออาจารย์เป็นการส่วนตัวได้และ
> >ได้เรียนอาจารย์หมอให้ทราบถึงอาการของคนไข้ และขอรบกวนอาจารย์หมอให้
> >ช่วยดูอาการคนไข้ แต่คงลำบากเลยต้องรบกวนให้ดูคนไข้อาการที่หนักสุด
> >ส่วน
>
>เวลา นั้นอุ้ยที่บาดเจ็บหลายที่ยังอยู่ในห้องอุบัติเหตุเลยรบกวนให้อาจารย์หมอ ดู> >อาการของหนูน้อยก่อนเพราะกระดูกสันหลังแตกอาการน่าเป็นห่วง
อาจารย์ดูแล้ว
> >บอกว่าสภาพนี้หมอประดิษฐ์ดูแลได้
>อาจารย์ไว้ใจหมอประดิษฐ์เพราะเค้าทั้งสอง
> >เป็นหมอผ่าตัดกระดูกคู่กัน
>สำหรับอุ้ยได้ย้ายเข้าห้องรวมภายหลังจากได้รับการตรวจ
> >เราได้คุยกับหมอเจ้าของไข้ของอุ้ย
>หมอแจ้งว่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปไม่ได้เลยต้อง
> >รีบผ่าตัดให้เร็วที่สุดเพราะสภาพกระดูกสะโพกที่แตกค่อนข้างหนัก
>หลังจากนั้นทุกคน
> >ก็เข้ารับการรักษา
> > ช่วงเวลาที่ทุกคนอยู่ในห้องรวมแต่ละคนก็จะถามเราว่าพิมพ์เป็นไงบ้าง
> >เราพูดไม่ค่อยออก แต่อย่างไรก็ตามไม่อยากให้พวกเค้ารับทราบ ณ เวลานั้น
> >เพราะ อาจทำให้กำลังใจแต่ละคนทรุดลงได้ หนูน้อยได้พูดกับเราว่า
> > “พี่ค่ะตอนอยู่ในรถหลังจากชน หนูเรียกพี่พิมพ์แล้วพี่พิมพ์ไม่ตอบค่ะ”
> > “พี่พิมพ์กับพี่เป้เป็นไงบ้างค่ะ เจ็บมากไหม ตอนนี้อยู่ที่ไหน”
> > “พี่พิมพ์กับพี่เป้ไม่เป็นไรค่ะ เจ็บนิดหน่อยเลยรักษาตัวอยู่ที่
>รพ.รัตภูมิ”
> > นั่นคือประโยคที่เราคิดว่าเราคงบอกได้เพียงเท่านั้น
หลังจากนั้นค่อยให้
> >ผู้ป่วยรับทราบภายหลังเองจะดีกว่า จากนั้นแต่ละคนก็เข้ารับการผ่าตัด
>พวกเค้าได้
> >รับการรักษาได้ระยะหนึ่งก็กลับบ้านกัน
> > นับจากวันนั้นจนเมื่อประมาณวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ช่วงเวลาเช้าวันนั้น
> >เราได้ฝันถึงเพื่อนที่เรารัก พิมพ์มาในฝัน
> > “พิมพ์ พิมพ์เป็นไงบ้าง”
> > “เราเจ็บนิดหน่อย ไม่มาก”
> > ภาพของเพื่อนไม่แสดงอาการเจ็บแต่อย่างใด
> > “เราฝากน้องด้วยนะ ดูแลน้องให้ดีนะ”
> > “ถึงพิมพ์ไม่บอก เราก็ต้องดูแลเค้าอยู่แล้ว”
> > การสนทนาหยุดเพียงแค่นั้นแล้วเธอก็จากไป เราตื่นขึ้นมาดูเวลา
> >ประมาณ 6 โมงเช้ากว่าๆ เรานอนเปิดตาและก็ได้แต่พูดในใจว่า
> >พิมพ์ไม่เปลี่ยน ไปเลย นิสัยที่ไม่ยอมบอกคนอื่น ไม่ยอมให้ใครมาห่วง
> >และก็ยังห่วงคนอื่นเสมอ เราเป็นคนหนึ่งที่สามารถสัมผัสอีกมิติหนึ่งได้
>มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น
> >และก็เป็นมานานหลายปีแล้ว
และเราก็เคยเล่าให้พิมพ์ฟังถึงการรับสัมผัสของ
> >เราได้ เราพบคนที่เสียชีวิตแล้วมากมาย
> >เราไม่เคยรู้จักพวกเค้าเลยแต่พวกเค้า
กลับปรากฏให้เราเห็นนับครั้งไม่ถ้วน
> >เมื่อมีโอกาสเราจะทำบุญให้พวกเค้า แต่ทำ
> >ไมเพื่อนที่เรารักไม่ออกมาปรากฎต่อหน้าเรา มาเพียงในฝันเท่านั้น
>นับจากวันที่
> >พิมพ์สิ้นลม สิ่งหนึ่งที่เราทำหลายครั้งหลายคราว เราพูดออกมาเสมอๆว่า
> > “พิมพ์ ถ้าพิมพ์ยังอยู่ไม่ได้ไปไหน ออกมาให้เราพบได้ไหม พิมพ์ คน
> > อื่นเราไม่รู้จัก เค้ากลับปรากฎให้เราเห็น พิมพ์ออกมาหน่อยนะ”
> > แต่พิมพ์ก็ไม่ออกมาให้เราเห็น เค้าคงไปสู่ในที่ที่เค้าต้องไป
> > เมื่อวันที่ 7 มีนาคม เราได้โทรหาเฮียเล้งถามว่าเฮียเป็นไงบ้าง คุยกัน
> >ได้สักพัก เฮียถามเราว่าพิมพ์มาหาเราไหม
เราก็บอกว่ามาและเล่าให้เฮียฟัง
> >และ ก็บอกเฮียว่าเค้าไม่เปลี่ยนไปเลย…
> > ถ้าหากก่อนหน้านี้เราไม่ได้บอกกับพิมพ์ประโยคหนึ่งเราคงรู้สึกเสียใจ
> >ตลอดเวลาที่ผ่านมาเรามักจะบอกกับพิมพ์เสมอๆว่า
> > “พิมพ์ รู้ไหมว่าพิมพ์เป็นเพื่อนที่บอยรักมากๆเลยนะ”
> > และพิมพ์มักจะตอบกลับมาว่า
> > “แกอย่ามาบอกชั้น เบื่อมีแต่คนบอกว่ารักชั้น”
> >
สิ่งใดที่พิมพ์ได้บอกกับเราไว้แม้ว่าพิมพ์จะไม่บอกเราก็ยังปฏิบัติเช่นนั้น
> >แม้วันนี้เราจะไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะดูแลได้
จากวันนี้ไปพิมพ์ก็ยังอยู่…
>พิมพ์ยังอยู่
> >ในใจเพื่อนคนนี้ตลอดไป ขอให้พิมพ์มีความสุขนะ สักวันเราคงได้พบกัน
> >
> รักเพื่อนเสมอ
> > บอย
> >
>

>ภาพนี้เป็นภาพสุดท้ายที่พิมพ์ส่งให้เราเมื่อปีที่แล้วหลังจากที่พิมพ์ไปเรียนภาษา> >
> >ต้องขออภัยที่เอ่ยชื่อหลายท่านโดยไม่ได้ขออนุญาติ
>เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้บอยได้
> >รู้จักมิตรใหม่ ยังห่วงใยทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น
>ขอให้ทุกคนหายในเร็ววันและ
> >กลับมาเดินได้ปกติ อยากเห็นทุกคนยิ้มได้
และขอกราบขอบพระคุณทุกๆคนที่ให้
> >ความช่วยเหลือบอยต่างๆนาในเหตุการณ์ครั้งนั้น
> >

สัญญาณรัก ที่สวนทางกับสัญญาณมือถือที่ไม่เป็นใจ

Filed under: memo — witclub @ 4:41 am

คู่รักที่อยู่คนละจังหวัด ต้องอาศัยโทรศัพท์ ส่งผ่านน้ำเสียงที่ถ่ายทอดความคิดถึงห่วงใย ไปยังคนที่เฝ้ารอ
บางเวลา เสียงผ่านมือถือชัดแจ๋ว แต่บางจังหวะ สายก็หลุดไปเฉยๆ
บางที เสียงเบาไปบ้าง ก้องไปบ้าง
ไปอยู่ในสถานที่ที่มีเสียงอึกทึก สถานที่สาธารณะ กลางถนนบ้าง
ได้ยินเสียงจากอีกฝ่าย ไม่ค่อยชัดเจน

เทคโนโลยีที่ทันสมัย บางทีก็ไม่ทันใจ สมบูรณ์ 100%
ความคิดถึงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่เลือกสถานที่
แต่ทว่า หลายสถานที่ สัญญาณมือถือ ไม่ค่อยเป็นใจมากนัก
เฮ้อ…..

เสียงเพลงบนรถโดยสารประจำทางสายกาฬสินธุ์ – มหาสารคาม : สีหน้าและอารมณ์ที่แตกต่าง

Filed under: memo, เพลงลูกทุ่ง — witclub @ 3:16 am

นอกจากการโดยสารไปยังจุดหมายปลายทางแล้ว บนรถโดยสารมักจะเปิดเพลงขับกล่อมผู้โดยสารไปด้วย
รถโดยสารสายกาฬสินธุ์ – มหาสารคาม มักจะเปิดเพลงที่คนขับชอบ แน่นอน เพลงลูกทุ่งหมอลำ

บนรถโดยสารจะติดทีวี และเครื่องเล่น VCD ไว้พร้อม มักจะเปิด VCD ของต่าย อรทัยบ้าง, หนู มิเตอร์บ้าง
คนที่ชอบฟังเพลงลูกทุ่ง จะเคลิบเคลิ้มไปกับเพลง แต่ผู้โดยสารหลายคน ที่เป็นวัยรุ่น ไม่ชอบเพลงลูกทุ่งมากนัก พอได้ยินเพลงลูกทุ่งขึ้นมา เห็นบางคน หยิบหูฟัง เปิด mp3 player ฟังเพลงทันที

อะไรจะรับไม่ได้ปานนั้น
ได้ฟังทั้งเพลงที่เปิดบนรถ และฟังเพลงของตัวเอง

การเดินทางไปกลับบนเส้นทางเดิมๆเป็นประจำ หลายครั้งเบื่อๆเหมือนกัน ได้ฟังเพลงเพราะๆ ทำให้การเดินทางดูดีขึ้น บนเส้นทางเดิมๆ

วันนี้ คนจุดตะเกียงนั่งดู VCD ของต่าย อรทัย และเอกพล มนต์ตระการ เป็นรวมฮิต สองอัลบั้ม 2 ชุดแรกของทั้งคู่ ซึ่งเคยได้นั่งดูแล้ว ตั้งแต่ 2 ปีก่อน วันนี้ คนขับรถเอามาเปิดอีกครั้ง

ดู MV แล้วติดใจเพลง “อวยพรข้างรั้ว” ของเอกพล มนต์ตระการ
เป็นเพลงอกหักที่คนจุดตะเกียงและเพื่อนหลายคน โดนใจ เพราะมีประสบการณ์ตรงกับเนื้อเพลงนี้

”รอยยิ้มของอ้าย แทนฝ้ายผูกแขน ก่อนเคยเป็นแฟน แต่สายแนนเฮาบ่ถึงกัน วันเจ้าแต่งดอง อ้ายยืนมองที่ข้างรั้วบ้าน บ่มีของขวัญ นอกจากรอยยิ้มแทนใจ…..”

ดู MV แล้ว อึ้งอีกรอบ ที่หนุ่มแฟนเก่า มายืนมองเจ้าสาวข้างรั้ว จนตอนจบเพลง เจ้าสาวหันมาเห็นแฟนเก่า และสบตาพอดี แฟนเก่าเลยยิ้มให้ แล้วค่อยๆหันหน้าเดินจากไป

”…บุญอ้ายบ่สม สิได้โจมแขนอวยพรใกล้ๆ แอบยืนข้างรั้วทำใจ ได้เพียงส่งยิ้มอวยพร….

แค่นั่งรถโดยสารฟังเพลงแป๊บเดียว ได้ความรู้สึกและอารมณ์ที่แตกต่างกันเสียแล้วสิ

หน้าต่อไป

บลอกที่ WordPress.com .